หน้าแรก เศรษฐกิจ ลุย’บี10-อี20...

ลุย’บี10-อี20’ น้ำมันบนดิน ดันราคาเกษตร

11.12.19 | 17:32 น.

จากนโยบาย Energy For All หรือพลังงานเพื่อทุกคน ของ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งเน้นด้านพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นรูปธรรม อาทิ การลดค่าครองชีพของประชาชนด้านพลังงาน มุ่งยกระดับราคาสินค้าเกษตร

หนึ่งในนโยบายที่โดดเด่นคือ “น้ำมันบนดิน” โดยสนับสนุนพืชพลังงานชีวภาพ 2 หมวดสำคัญ คือ “ไบโอดีเซล” ที่กำหนดน้ำมัน “บี10” เป็นน้ำมันพื้นฐาน และ “เอทานอล” ที่จะกำหนด อี20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน

ภายในปี 2563 กระทรวงพลังงานมีแผนจะมุ่งยกระดับราคาสินค้าเกษตรในกลุ่มพืชพลังงานชีวภาพ คือ ปาล์มน้ำมัน (ไบโอดีเซล) อ้อยและมันสำปะหลัง (เอทานอล)

สำหรับน้ำมัน บี10 “สนธิรัตน์” ประกาศดีเดย์ให้เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เปิดให้ประชาชนทดลองใช้น้ำมัน บี10 โดยมีมาตรการจูงใจด้วยการขายในราคาถูกกว่า บี7 ถึงลิตรละ 2 บาท เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้หันมาใช้ บี10 กันมากขึ้น

Advertisement

หลังทดลองขาย บี10 ไปไม่นาน ปรากฏว่าราคาปาล์มน้ำมันในตลาดขยับขึ้นไปกว่า 4 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว

ทั้งนี้ เพราะบี10 มีส่วนผสมของไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมัน ในสัดส่วน 10% ในเนื้อน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 3% จากเดิมมีสัดส่วนแค่ 7% ใน บี7 เท่านั้น

เมื่อมีส่วนผสมของไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันมากขึ้น จึงช่วยดูดซับผลปาล์มน้ำมันออกจากตลาดมากขึ้น เท่ากับว่าดีมานด์หรือความต้องการของปาล์มน้ำมันมีมากขึ้น ส่งผลให้ราคาขยับสูงขึ้นตามกลไกตลาด ช่วยแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

หากผลักดันการใช้ บี10 เป็นไปด้วยดี คาดกันว่าในปี 2563 จะทำให้การใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นราว 2.1 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ 40% ขณะที่ปริมาณการใช้ไบโอดีเซลก็จะเพิ่มขึ้นจาก 5.15 ล้านลิตรต่อวัน เป็นประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน หรือเท่ากับว่าจะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO (Crude Palm Oil) ได้ถึง 2 ใน 3 ของการผลิตปัจจุบัน หรือประมาณ 2-2.2 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันให้ข้อมูลว่า กระทรวงพลังงานเตรียมใช้น้ำมันดีเซล บี10 และบี20 เป็นการถาวร โดยบี10 จะใช้สำหรับรถยนต์ทั่วไป ซึ่งแต่เดิมมีการนำไบโอดีเซล บี100 ผสมกับน้ำมันดีเซล เริ่มตั้งแต่ 3% เรียกว่า บี3 ต่อมาปรับเป็น 5% หรือ บี5 และเปลี่ยนเป็น บี7 คือผสมไบโอดีเซล 7% กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพลังงานได้นำไบโอดีเซล 20% มาผสมเป็น บี20 ใช้สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถกระบะที่ค่ายรถยนต์ประกาศว่าใช้ได้

ล่าสุด กระทรวงพลังงานประกาศว่าต่อไปน้ำมันดีเซลจะมี 2 ระดับ คือจาก บี7 เพิ่มอีก 3% เป็น บี10 สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้ บี7 และยังคงสนับสนุนน้ำมัน บี20 สำหรับรถบรรทุกและรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยเริ่มมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ให้จำหน่าย บี20 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ทั่วประเทศจะมี บี10 จำหน่าย จากนั้นเดือนมีนาคม 2563 ทุกสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) ทั่วประเทศจะจำหน่าย บี10 ส่วนบี7 จะจำหน่ายเฉพาะรถยนต์เก่าเท่านั้น

เมื่อเร็วๆ นี้ ในการสัมมนาพลังงานจังหวัดทั่วประเทศเพื่อสื่อสารนโยบายสู่การปฏิบัติ กระทรวงพลังงานประกาศว่า การเปลี่ยน บี7 เป็น บี10 ตั้งแต่มีนาคม 2563 จะทำให้การใช้น้ำมันปาล์มดิบหรือซีพีโอ ผสม 400,000 ตันต่อปี ได้บี100 จำนวน 460 ล้านลิตรต่อปี เท่ากับว่าใช้น้ำมันปาล์มดิบ 2 ใน 3 ที่เกษตรกรผลิตได้ทั่วประเทศ ทำให้ด้านพลังงานกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ทำหน้าที่กำหนดราคาผลปาล์มน้ำมัน

หากทำให้ บี10 ทดแทน บี7 ได้ 100% จะทำให้ยอดการใช้ บี10 อยู่ที่ประมาณ 58-60 ล้านลิตรต่อวัน เท่ากับการใช้ บี100 มาผสมกับดีเซล 5.8-6 ล้านลิตรต่อวัน ตลอด 1 ปี จะใช้ บี100 ปริมาณ 2,117 ล้านลิตรต่อปี เพิ่มขึ้นจากการผลิต บี100 ในปัจจุบันถึง 4-5 เท่า

“อย่างไรก็ตาม เมื่อมียอดการใช้ซีพีโอเพิ่มมากขึ้นแล้ว สิ่งที่ควรป้องกันและเฝ้าระวังคือ การผูกขาด การกดราคาซื้อผลปาล์มน้ำมัน โดยพ่อค้าคนกลาง ต้องกำกับดูแลเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มได้รับประโยชน์จริงๆ รวมทั้งป้องกันการลักลอบนำเข้าซีพีโอจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมรอยด้วย” กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันแนะนำ

ขณะที่ “เอทานอล” (อ้อยและมันสำปะหลัง) กระทรวงพลังงานก็เตรียมแผนไว้แล้วที่จะเพิ่มสัดส่วนเอทานอลมาผสมในเนื้อน้ำมันเบนซิน พร้อมยกระดับ อี20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน และมีแนวโน้มว่าจะลดชนิดน้ำมันกลุ่มเบนซินลง 1 ประเภท

ด้าน มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน ระบุว่า อยากให้รัฐบาลเร่งประกาศน้ำมัน อี20 เป็นน้ำมันพื้นฐานโดยเร็ว หลังประกาศ บี10 เป็นน้ำมันพื้นฐานแล้ว เพราะความพร้อมของ อี20 มีค่อนข้างมาก เนื่องจากมีจำหน่ายในทุกปั๊มทั่วประเทศอยู่แล้ว

“การสนับสนุน อี20 จะดูดซับเอทานอล ช่วยเหลือเกษตรกร เพราะปัจจุบันเอทานอลยังล้นตลาด กำลังผลิตไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ควรเลิกสนับสนุนแก๊สโซฮอล์ 91 เพื่อไม่ให้มีหัวจ่ายมากเกินไป นอกจากนี้ควรยกเลิก อี85 ด้วย เพราะใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนในระดับสูง” มนูญแนะนำ

มนูญเสนอว่า อาจไม่ใช้เลิกทันที แต่ควรใช้กลไกด้านราคามาสนับสนุน อย่างแก๊สโซฮอล์ 91 ปัจจุบันยอดขายลดลงมาก เพราะราคาใกล้เคียงกับแก๊สโซฮอล์ 95 ดังนั้นอาจทำให้ส่วนต่างราคา อี20 และแก๊สโซฮอล์ 91 ไม่ต่างกันมาก นอกจากนี้ควรลดการอุดหนุนราคา อี85 เมื่อ อี85 ราคาสูงขึ้นประชาชนจะหันไปเติมชนิดอื่น โดยเฉพาะ อี20 เอง

ทั้งนี้ “น้ำมันบนดิน” หนึ่งในนโยบาย “Energy For All” ที่ส่งเสริมการใช้น้ำมัน บี10 และ อี20 จากเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อยและมันสำปะหลัง ช่วยแก้ปัญหาของประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อยและมันสำปะหลัง ทำให้ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากมีความมั่นคงมากขึ้น

ช่วยเสริมความมั่นคงพลังงาน เพราะลดการนำเข้าน้ำมัน ทำให้เงินตราไหลออกไปต่างประเทศน้อยลง รวมทั้งยังมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ด้วย