นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า ตลาดของขวัญของชำร่วยจะมีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปีนี้น่าจะลดลงด้วยกำลังซื้อในประเทศที่หดหาย และการลดงบประมาณการแจกของขวัญขององค์กรต่างๆ ดูได้จากการซื้อของขวัญปีใหม่จะล่าช้ากว่าช่วงเวลาปกติของปี มาตรการของภาครัฐออกมา ซึ่งกระตุ้นส่งเสริมการซื้อของขวัญปีใหม่ก็เพียงช่วยได้ในระดับหนึ่งที่จะดึงให้ไม่ตกลงไปมาก ควรมีมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงง่าย เช่นโครงการชิม ช้อปใช้ กระเป๋า 2 ถ้ามีการนำมาใช้มาก ๆก็พอจะกระตุ้นให้การจับจ่ายมีมากขึ้นได้
“การย้อนแย้งกับนโยบายที่บางองค์กรที่ยังออกมาประกาศNo gift policy ให้เป็นกระแสงดรับงดให้ของขวัญในช่วงปลายปี สร้างความสับสนให้กับการตัดสินใจซื้อของขวัญเพื่อมอบในช่วงเทศกาลปีใหม่ไม่น้อย ซึ่งการให้ของขวัญเป็นวัฒนธรรมของคนไทยเรามาอย่างยาวนาน ภาครัฐควรส่งเสริมให้ซื้อของขวัญในช่วงเทศกาล ผู้ประกอบการรายย่อยจะได้รับอานิสงส์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ควรส่งเสริมการซื้อลงไปยังชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยให้มากขึ้น ปีนี้การเตรียมพร้อมของภาคเอกชน และการเตรียมการช่วงปลายปีดีมาก มีการเตรียมการจัดเทศกาลของขวัญกันในทุก ๆที่เพื่อสร้างบรรยากาศการซื้อ ซึ่งอุตสาหกรรมของขวัญของชำร่วย เป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการกว่า 3,000 ราย และช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี จะมีผู้ประกอบการเพิ่มเข้ามาอีกเกือบเท่าตัว เกือบทั้งหมดเป็นเอสเอ็มอี เป็นอุตสาหกรรมที่ต่อยอดการขายให้กับสินค้าโอทอป ไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ จุดกำเนิดของ ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ต้องสร้างสรรค์งานออกแบบดีไซน์และมีผู้คนอยู่ระบบจาก ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หลักล้านคนลงไปถึงระดับรากหญ้าในต่างจังหวัด “ นายจิรบูลย์ กล่าว
นายจิรบูลย์ กล่าวว่า สินค้าของขวัญที่คาดว่าจะได้รับความนิยม ได้แก่ 1.ตะกร้าของขวัญ gift set 2.สินค้าเพื่อสุขภาพ ทุกหมวดหมู่ 3.ของเครื่องใช้ กระเป๋า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ 4.อุปกรณ์ไอทีและอุปกรณ์อื่น ๆ สินค้าที่จะได้รับความนิยมในปี 2563 ที่มาแรงที่สุดคือ ถุงผ้า ตามความต้องการของตลาด จากนโยบายเลิกใช้ถุงพลาสติก และจะสร้างพฤติกรรมการพกถุงมาเองของผู้บริโภค ส่วนการกระตุ้นยอดขายส่งท้ายปี สมาคมร่วมกับ ไอคอนสยาม จัดงานมหกรรมของขวัญ World of Gifts วันที่ 10 ธันวาคม 2562-5 มกราคม 2563 รวม 27 วัน
นายจิรบูลย์ กล่าวว่า ด้านการส่งออกปี2562 คาดว่าไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะโต 2% แต่กลับติดลบ 3% แทน จากมูลค่าการส่งออกปีก่อนที่ 24,000 ล้านบาท ส่วนปี 2563 ต้องติดตามดูมาตรการของภาครัฐ ซึ่งปีหน้าจะยกเลิกจัดงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่BIG&BIH (Bangkok International Gift Fair & Bangkok International Houseware Fair) ที่ปกติจัดเดือนเมษายน ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีการจัดมายาวนาน 45 ครั้ง เวลากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงการซื้อที่สำคัญของอุตสาหกรรมของขวัญของชำร่วยของตบแต่งบ้าน เพื่อนำไปขายในช่วงปลายปี เปลี่ยนเป็นจัดกิจกรรมในรูปแบบอื่น ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจน
” ผนวกกับปัจจัยอื่นที่กระทบต่อส่งออก คือ 1. ค่าเงินบาทที่แข็งตัวทำให้สินค่าไทยมีราคาที่แพงขึ้นมาก 2.การถดถอยของเศรษฐกิจโลก และตลาดหลักอันได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และสหภาพยุโรป 3.ต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้น 4.ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในหลายประเภท สินค้าที่ต้องพึ่งพาแรงงานฝีมือถดถอยลง และแรงงานฝีมือหายไปจากตลาด และค่าจ้างแรงงานฝีมือที่แพงขึ้นด้วยกลไกลของตลาดประกอบกับปัญหาเดิม ๆ เรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการขนาดเล็ก การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำงานยังมีน้อย อาจมีผลต่อการส่งออกหดตัวได้ในปี 2563 “นายจิรบูลย์ กล่าว
นายจิรบูลย์ กล่าว ในส่วนของสมาคมฯเตรียมช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายๆด้าน 1. ส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านการค้าขายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งการจัดกิจกรรมการตลาด การให้ความรู้ และยกระดับผู้ประกอบการให้แข่งขันได้ในตลาด 2. เป็นตัวกลางประสานระหว่างผู้ประกอบการกับภาครัฐ 3.แหล่งข่าวสารข้อมูลในอุตสาหกรรมระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก 4.เป็นตัวกลางเชื่อมต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำทั้งอุตสาหกรรม

