นายจิรศักดิ์ มีฤทธ์ แกนนำประมงพื้นบ้านอ่าวคั่นกระได ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะแกนนำสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นัดชาวประมงพาณิชย์ทั่วประเทศชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 17 ธันวาคม นี้ ล่าสุดได้แจ้งเตือนชาวประมงพื้นบ้าน อย่าตกเป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องที่อาจเข้าข่ายหาผลประโยชน์ในการทำธุรกิจเรือประมงพาณิชย์ เนื่องจากพบว่าไม่มีข้อเรียกร้อง ที่ทำเพื่อชาวประมงพื้นบ้าน ยกเว้นข้อห้ามการนำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศเมียนมาซึ่งกรมประมงชี้แจงว่าเป็นนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
นายจิรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีการระดมคนไปชุมนุมที่กรุงเทพฯให้มากที่สุดเพื่อสร้างแรงกดดัน โดยบังคับ หลอกลวง ต่อรองอ้างว่าถ้าไม่ไปร่วมชุมนุมจะไม่ขายน้ำมันเขียว จะไม่ซื้อขายสัตว์น้ำ ไม่ขายน้ำแข็ง หรือจะขับออกสมาชิก รวมทั้งให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนว่าจะช่วยให้เรือที่ผิดกฎหมายกลับมาทำประมงได้อีกครั้ง และอ้างว่าจะได้ใช้เครื่องมือประมงในบางประเภทที่มีข้อห้ามเพื่อรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ

ด้านนายบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมเพื่อบีบให้รัฐบาลใช้งบกว่า 1 หมื่นล้านบาทซื้อเรือเถื่อนออกนอนระบบ และขอให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ ส.ส.พังงา พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบย้อนหลังกรณีการใช้งบประมาณแผ่นดินช่วยเหลือเรือประมงที่ประสบภัยสึนามิ ซึ่งพบว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในการทำประมงพาณิชย์ของผู้ประกอบการขาใหญ่ในพื้นที่ ทราบว่าเตรียมเรือจำนวนมากเพื่อขายคืนให้รัฐบาล คาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะรู้จักกับเจ้าของเรือตระกูลดังกล่าวเป็นอย่างดี
“มีข้อสังเกตเป็นคำถามถึงสมาคมประมงแห่งประเทศไทย หลังจากยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อเรือออกนอกระบบ ขอถามว่าเรือทั้งหมดเป็นเรือเก่า ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วทั้งหมดใช่หรือไม่ เรือเหล่านั้นได้สร้างรายได้ให้กับเจ้าของเรือมาแล้วเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ มีการขึ้นทะเบียนเรือ และอาชญาบัตรอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เรือยังมีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานอยู่หรือไม่ หรือเป็นแค่ซากเรือที่หมดสภาพไปแล้ว และมีการสวมทะเบียน หรือตีทะเบียนเรือซ้อนซ้ำกันหรือไม่” นายบรรจงกล่าว
นายบรรจงกล่าวต่อว่า เหตุใดรัฐบาลต้องนำภาษีประชาชนเพื่ออุ้ม หรือช่วยเหลือกลุ่มทุน ที่ได้ใช้เรือทำกินมาแล้วอย่างยาวนาน โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนจากการแก้ไขกฏหมายประมง หรือจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาใบเหลืองจากสหภาพยุโรป ในขณะที่ความทุกข์ร้อนประเภทเดียวกันเกิดขึ้นกับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านตลอดท้องทะเลทั้ง 24 จังหวัดในประเทศ ที่มีกว่า 80% ของชาวประมงทั้งประเทศ แต่ไม่มีใครเรียกร้องให้รัฐต้องดูแลถึงขนาดนี้

