พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า (ร่าง) แผนการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม รวมทั้งประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการใช้สิทธิวงโคจรดาวเทียม และหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ ได้ผ่านเวทีประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้วช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่า จะนำข้อสรุปจากการประชาพิจารณ์ พร้อมทั้งการปรับร่างดังกล่าวเข้าที่ประชุม กสทช. ภายในวันที่ 24 ธันวาคม 2562 และหากไม่มีการปรับแก้ ก็สามารถนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2563
พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวว่า สำหรับ (ร่าง) แผนการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับเนื้อหาหลักมากนัก มีเพียงการปรับข้อความเล็กน้อย จากเดิมที่ กสทช. จะดำเนินการสอดคล้องตามนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติกำหนด แต่เวทีประชาพิจารณ์เห็นว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้ตัดข้อความดังกล่าวออก
ขณะที่ ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการใช้สิทธิวงโคจรดาวเทียม ได้มีการยกเว้นการวางเงินหลักประกันก่อนสร้างดาวเทียมในกรณีเป็นหน่วยงานรัฐ หากมีการสร้างดาวเทียมเพื่อการวิจัยและการศึกษา รวมถึง การใช้งานที่ไม่แสวงหาผลกำไร จากเดิมที่กำหนดให้เก็บเงินหลักประกันอยู่ที่ 2.5% ส่วนเงินหลักประกันของเอกชนกำหนดไว้ที่ 5% ตามเดิม รวมถึงเรื่องเงื่อนไขการยึดเงินประกัน ที่ กสทช. กำหนดให้ยึดเงินประกันหากไม่สามารถดำเนินกิจการได้ภายใน 7 ปี กสทช. จะผ่อนปรนให้หากดูแล้วเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถดำเนินการได้จริง รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขเรื่องสิทธิขั้นสมบูรณ์ของดาวเทียมให้ยึดตามประกาศของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) จากเดิมที่ยึดตามที่ กสทช.กำหนด และเนื่องจากคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง กสทช. จึงมีการกำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องรับผิดชอบวัตถุในอวกาศด้วย
“ค่าธรรมเนียมการอนุญาตขอใช้สิทธิวงโคจรดาวเทียม หากเป็นดาวเทียมไทย เก็บค่าไฟล์ลิ่ง 2 ล้านบาท ต่อ 1 สิทธิ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีอยู่ที่ 0.25% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายจากการประกอบกิจการดาวเทียม ส่วนดาวเทียมต่างชาติเก็บค่าไฟล์ลิ่งเท่ากับดาวเทียมไทย แต่ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีแพงกว่า อยู่ที่ 3.2% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายจากการประกอบกิจการดาวเทียม” พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าว
พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ เป็นเรื่องที่เวทีประชาพิจารณ์มีความเห็นมากที่สุด เพราะกังวลเรื่องความมั่นคง และการเข้ามาแข่งขันของต่างชาติมากเกินไป กสทช. จึงได้ปรับแก้รายละเอียด เพื่อลดปัญหาความกังวลด้านความมั่นคง จึงกำหนดดาวเทียมต่างชาติ ต้องมีการตั้งบริษัทในไทย และมีโครงข่ายเกตเวย์ หรืออัพลิงค์ สเตชั่น ในประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงภายในประเทศ ประเทศไทยจะสามารถปิดระบบได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับสถานทูตที่กำหนดให้ใช้ดาวเทียมต่างชาติที่ไม่มีบริษัทในประเทศไทยได้
นอกจากนี้ ยังมีการปรับเงื่อนไขกิจการเรือที่แต่เดิมใช้ดาวเทียมต่างชาติได้เสรี เปลี่ยนเป็นกำหนดให้บริษัทดาวเทียมต่างชาติต้องมีสำนักงานในประเทศไทยด้วย ส่วนกิจการเพื่อให้บริการยูโซ่ กำหนดให้ใช้ดาวเทียมต่างชาติที่ไม่มีบริษัทในประเทศไทยได้ในกรณีให้บริการยูโซ่ไม่เกิน 1 ปี หากเกิน 1 ปี จำเป็นต้องเข้าตามระบบของ กสทช. เพื่อปิดช่องว่างไม่ให้ต่างชาติเข้ามาด้วยการอ้างการให้บริการยูโซ่
“ในเวทีประชาพิจารณ์ มีเอกชนที่ให้ความสนใจในการใช้ดาวเทียมต่างชาติหลายบริษัท ขณะที่ภาครัฐและหน่วยงานความมั่นคงเป็นห่วงเรื่องความมั่นคง และการเข้ามาแข่งขันของต่างชาติ ขณะที่ไทยคมเองนั้น ส่วนตัวมองว่า เรื่องการเปิดเสรีจะเป็นสิ่งที่ดี และทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นในการสร้างดาวเทียม หลังจากที่ผ่านมาไทยคมเคยติดปัญหาความไม่ชัดเจนและไม่สามารถยิงดาวเทียมไทยคม 9 ได้ ส่วนเรื่องการแข่งขันต่างชาติอย่างเสรี ก็คล้ายกับธุรกิจสายการบิน ที่มีการแข่งขันเช่นกัน” พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าว

