นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า ในการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในปี 2563 ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการลงทะเบียนว่าจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นเท่าไหร่จากขณะนี้มีคนเข้าเกณฑ์และรับบัตรสวัสดิการไปแล้ว 14.6 ล้านคน แต่เป้าหมายคือทำอย่างไรให้คนลงทะเบียนที่ได้รับบัตรไปนั้น เป็นบุคคลที่มีรายได้น้อยจริง จึงได้นำเกณฑ์ทรัพย์สินและรายได้ของครอบครัวมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการพิจารณา เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเหมือนการลงทะเบียนที่มีการเล็ดลอดของคนที่ไม่ได้จนจริงมารับบัตร เนื่องจากใช้ข้อมูลรายได้ส่วนบุคคล และการถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคลเท่านั้น
“การลงทะเบียนรอบใหม่น่าจะช่วยแก้ปัญหาจนไม่จริง เช่น บางคนไม่ได้ทำงาน แต่มีสามี หรือลูกหลานเลี้ยงดู อาศัยอยู่ในบ้านหลังโต ได้รับบัตร เพราะมีมีทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่มีรายได้เข้าบัญชี ดังนั้นการนำเกณฑ์ครอบครัวมาใช้ช่วยคัดครองคนที่จะได้รับบัตรรอบใหม่ในระดับหนึ่ง”นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวต่อว่า ส่วนวงเงินให้สวัสดิการผู้ลงทะเบียนรอบใหม่นั้นเป็นงบประมาณได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณในปี 2563 ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เงินดังกล่าวเพียงพอให้สวัสดิการพื้นฐาน เช่น วงเงินซื้อของร้านธงฟ้าเดือนละ 200-300 บาท ค่ารถเมล์เดือนละ 500 บาท รถไฟเดือนละ 500 บาท รถบขส.หรือรถไฟฟ้าเดือนละ 500 บาท ทั้งหมดใช้เงินประมาณเดือนละ 3-4 พันล้านบาท หรือประมาณปีละ 4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามหากการลงทะเบียนใหม่ จำนวนคนลดลงกว่า 14.6 ล้านคน ก็สามารถนำเงินที่เหลือดังกล่าวมาให้สวัสดิการเพิ่มเติมได้ โดยคงต้องขอดูก่อนว่าการลงทะเบียนรอบใหม่นั้นจะมีจำนวนคนเท่าใด
นายลวรณ กล่าวต่อว่า แม้ว่าเงินที่ได้รับจัดสรรในปีงบ 2563 เพียงพอแค่สวัสดิการพื้นฐาน แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายจะเพิ่มเติมช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย สามารถใช้งบประมาณจากส่วนอื่น และจากงบกลางได้ โดยการให้สวัสดิการเป็นครั้งคราวที่ช่วยเหลือไปก่อนหน้านี้ เช่น ให้เงินในช่วงปีใหม่ ให้เงินค่าเดินทางหาหมอให้กับคนชรา ช่วยหลือค่าน้ำ ค่าไฟ เพิ่มเบี้ยคนพิการ ให้เงินผู้ปกครองซื้อชุดนักเรียน เพิ่มเงินสำหรับซื้อของร้านธงฟ้าในบางช่วงเวลา รวมถึงมีมาตรการพัฒนาอาชีพสร้างแรงจูงใจให้มาพัฒนาอาชีพด้วยการเพิ่มเงินในบัตร ซึ่งตั้งแต่มีการให้สวัสดิการผู้มีรายได้น้อยใช้เงินไปแล้วกว่า 1.4 แสนล้านบาท

