หน้าแรก เศรษฐกิจ จี้รัฐกำหนดสเ...

จี้รัฐกำหนดสเปกโครงสร้างพื้นฐานอีอีซีใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

18.12.19 | 10:19 น.

เอกชนชงตั้งคณะทำงานร่วมกรมบัญชีกลางกำหนดสเปกสร้างรถไฟรางคู่ – เร็วสูงในอีอีซีใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ชี้สินค้ามาตรฐานสากล กำลังผลิตเหลือเฟือ อุตฯก่อสร้างขอขั้นต่ำ 90% รางขอ 40% โลจิสติกส์ – ต่อเรือขอ 50%

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้จัดทำข้อเสนอการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ให้ใช้วัสดุภายในประเทศ ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งมีมูลค่าสูงมาก ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพการผลิตสินค้าสูงได้มาตรฐานสากล จึงขอให้ภาครัฐสนับสนุนให้จัดซื้อจัดจ้างที่ใช้วัสดุภายในประเทศมากขึ้น โดยเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมบัญชีกลาง และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พิจารณากำหนดแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตภายในประเทศให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม ให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตภายในประเทศได้ และเตรียมเสนอในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน “ต้องกำหนดเงื่อนไขให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ จ้างผู้ที่ใช้วัสดุภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40-60% ส่วนกลุ่มวัสดุภายในประเทศสำหรับงานโครงการภาครัฐในอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เสนอให้รัฐสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างขั้นต่ำ 90% จากที่ผู้ประกอบการไทยที่สามารถผลิตได้ อุตสาหกรรมราง เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างขั้นต่ำ 30-40% จากผู้ประกอบการไทยที่สามารถผลิตได้ และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมต่อเรือ เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างขั้นต่ำ 40-50% จากผู้ประกอบการไทยที่สามารถผลิตได้ และขอพิจารณาให้ใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างที่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับงานโครงการภาครัฐ” นายสุพันธุ์กล่าว นายสุพันธุ์กล่าวว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง มีกำลังการผลิตเหลือเพียงพอต่อการผลิต เพื่อป้อนให้กับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี อาทิ ปูนซีเมนต์ ขณะนี้มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 74% คอนกรีตผสมเสร็จ ใช้กำลังการผลิต 67% ผลิตภัณฑ์คอนกรีต ใช้กำลังการผลิต 60% กระเบื้อง ใช้กำลังการผลิต 65% สุขภัณฑ์ ใช้กำลังการผลิต 62% เหล็กก่อสร้าง ใช้กำลังการผลิต 55% และแก้ว กระจก ใช้กำลังการผลิต 74% ซึ่งภาพภาครัฐหันมาใช้สินค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้น จะทำให้โรงงานใช้กำลังการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยสร้างความเข็มแข็งให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าว