หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘บีโอไอ’ปรับเ...

‘บีโอไอ’ปรับเกณฑ์กระตุ้นลงทุนอีอีซี อัดลดหย่อนภาษีเพิ่มแรงจูงใจ

18.12.19 | 15:32 น.

‘บีโอไอ’ปรับเกณฑ์กระตุ้นลงทุนอีอีซี อัดลดหย่อนภาษีเพิ่มแรงจูงใจ

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ดบีโอไอ ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดมากยิ่งขึ้น โดยได้เพิ่มประเภทกิจการเป้าหมายให้ครอบคลุมในวงกว้างมากกว่าเดิม ได้แก่ 1.กิจการในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล 5-8 ปี ตามสิทธิพื้นฐานเกือบทุกประเภท (กลุ่ม A1, A2, A3) ยกเว้นกิจการบางกลุ่ม อาทิ กิจการที่ไม่มีที่ตั้งสถานประกอบการชัดเจน กิจการที่มีเงื่อนไขบังคับ ในเรื่องที่ตั้งสถานประกอบการซึ่งไม่อยู่ใน 3 จังหวัดพื้นที่อีอีซี

นางสาวดวงใจกล่าวว่า 2.กิจการในกลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย ได้แก่ ไบโอเทค นาโนเทค วัสดุขั้นสูงและดิจิทัล รวมถึงกลุ่มที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย อาทิ กิจการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ กิจการวิจัยและพัฒนา กิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้มีการกำหนดเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมใน 2 ทางเลือก ได้แก่ เกณฑ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเกณฑ์ที่ตั้ง โดยสามารถเลือกดำเนินการได้ทั้ง 2 เกณฑ์ควบคู่กัน เพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสูงสุด หรือเลือกเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งก็ได้

“รวมทั้งยังมีการขยายเวลาแพคเกจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากเดิมที่จะหมดในสิ้นปี 2562 แต่ไม่สามารถออกมาตรการเสริมเอสเอ็มอีใหม่ได้ทัน จึงมีมติขยายเวลาเพิ่มจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อไม่ให้เกิดสูญญากาศขึ้น จึงต้องมีมาตรการด้านการเงินออกมากระตุ้นเพิ่มเติม โดยจะหารือกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอาจมีการเสนอแพคเกจใหม่เข้ามาเพิ่มเติม”นางสาวดวงใจกล่าว

นางสาวดวงใจกล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการส่งเสริมโครงการขนาดใหญ่ 4 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 30,170 ล้านบาท ได้แก่ 1.กิจการผลิตเอทานอล เงินลงทุน 7,800 ล้านบาท ตั้งโครงการในจังหวัดนครสวรรค์ โดยโครงการจะเป็นรูปแบบการผลิตที่รองรับนโยบายรัฐบาล ในเรื่องอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ ซึ่งจะนำผลิตผลทางการเกษตร ได้แก่ อ้อยมาผลิตเป็นเอทานอลเกรดเชื้อเพลิงความเข้มขั้นร้อยละ 99.5% ปีละประมาณ 237,600,000 ลิตร และผลิตไฟฟ้าจากไอน้ำที่ได้จากเชื้อเพลิงชีวมวลขนาด 85 เมกะวัตต์ 2.กิจการผลิตยางเรเดียล ยางตีนตะขาบ และยางในรถจักรยานยนต์ เงินลงทุน 7,478 ล้านบาท ตั้งโครงการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ระอง จังหวัดระยอง มีวัตถุติบหลักคือ ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ โดยจะใช้ยางธรรมชาติในประเทศ ประมาณ 72,000 ตันต่อปี

Advertisement

3.กิจการผลิตยางเรเดียลสำหรับรถยนต์ เงินลงทุน 11,018 ล้านบาท ตั้งโครงการในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยจะใช้ยางธรรมชาติในประเทศประมาณ 17,006.5 ตันต่อปี 4.กิจการสกัดโลหะ เช่น ทองแดง นิกเกิ้ล สังกะสี ดีบุก เงิน ทอง และแพลเลเดียม จากแผงวงจรพิพที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงเศษทองแดงพื่อนำกลับมใช้ใหม่ โดยมีเงินลงทุน 3,874 ล้านบาท ตั้งโครงการในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี กำลังการผลิต ปีละประมาณ 148,000 ตัน