หน้าแรก เศรษฐกิจ สศก.หวังจีดีพ...

สศก.หวังจีดีพีเกษตรปี’63 โต 2-3% ห่วงแล้ง-บาทแข็งฉุด

19.12.19 | 09:30 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ประเมินว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจการเกษตร(จีดีพีเกษตร) จะขยายตัวราว 2.0-3.0%  จากปี 2562 นี้ที่คาดจีดีพีเกษตรจะขยายตัว 0.5% เป็นการขยายตัวทุกกลุ่มสินค้า สำหรับพืชคาดขยายตัว 2.1-3.1% จากปีนี้ 0.7% ปศุสัตว์คาดขยายตัว 2.3-3.3% จากปีนี้ 0.8% ด้านประมงจากปีนี้ที่คาดติดลบ 1.3% คาดกลับมาเป็นบวกขยายตัว 1.5-2.5% ส่วนบริการทางการเกษตรคาดขยายตัว 2.5-3.5% จากปีนี้2.7% และป่าไม้คาดขยายตัว 1.2-2.2% จากปีนี้ 2.0%

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟคาดว่าจะขยายตัว3.4% จากปีนี้คาดขยายตัว 3.0% จะช่วยให้การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดจีดีพี ปี2563 ขยายตัว 2.7-3.7% จากปีนี้ที่ 2.6% โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้นจะหนุนการบริโภคและการใช้สินค้าเกษตรในประเทศ รวมทั้งการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรที่ต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการน้ำการวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม การบริหารการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ยังมีมาตรการประกันรายได้สินค้าเกษตรของภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยดูแลภาคเกษตรหากเศรษฐกิจผันผันผวน

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า มูลค่าจีดีพีเกษตร ปี2563 ที่ขยายตัวราว 2.0-3.0% มูลค่าอยู่ที่ราว7-8 แสนล้านบาท จากปีนี้ราว 6 แสนล้านบาทโดยแนวโน้มการขยายตัวสินค้าเกษตรมีทิศทางดีขึ้น สำหรับข้าวคาดผลผลิตราว 25-26 ล้านตัน แม้ลดลงจากปีนี้ราว 31 ล้านตันเนื่องจากปริมาณน้ำเหลือน้อยแต่ความต้องการซื้อที่มีอยู่ทำให้ราคาจะปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ยางพาราจะมีการเพิ่มการใช้ในประเทศ และขยายตลาดใหม่ๆ คาดราคายางแผ่นจะขยับไปถึง 60 บาทต่อกิโลกรัมได้ส่วนปาล์มน้ำมันคาดผลผลิตออกมาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 17 ล้านตันเพราะเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวจากการปลูกมาก่อนหน้านี้ โดยการปรับเปลี่ยนใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี10 และราคาในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นคาดช่วยให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับดีขึ้น

ปีหน้ายังต้องติดตามภาวะภัยแล้งที่จะผลกระทบต่อลผลิตการเกษตรเพราะน้ำต้นทุนในเขื่อนเหลือน้อยและต้องติดตามฝนตามธรรมชาติว่าจะเป็นอย่างไร สถานการณ์โรคและแมลง ขณะที่ค่าเงินบาทก็ยังแข็งค่าต่อเนื่องไม่อยากให้หลุด 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐหากหลุดลงไป 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐถือว่าวิกฤตภาคเกษตรยิ่งกระทบหนักติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพราะจะมีผลต่อราคาสินค้าเกษตรสถานการณ์ รวมทั้งสงครามการค้าสหรัฐและจีนนายระพีภัทร์กล่าว

Advertisement

นายระพีภัทร์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการบริหารจัดการด้านสินค้าเกษตรในระยะต่อไปมี 7 แนวทางได้แก่ 1.การบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร 7 ชนิดจากปัจจุบันนำร่องด้วยข้าว 2.ผืนเกษตรมหัศจรรย์ด้วยเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก 3.ยกระดับหน่วยให้บริการทางการเกษตรและสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกร 4.พืชอาหารอนาคต 5.เกษตรยั่งยืน/เกษตรอินทรีย์สู่ความมั่นคงอาหารด้วยศาสตร์พระราชา 6.เกษตร/ อาหารไทยยืนหนึ่ง(Thai First) และ7.จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกษตรแห่งชาติและระบบขนส่งเกษตร