คิดเห็นแชร์ : อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ้นขาลง

สวัสดีครับ คอลัมน์ “คิด เห็น แชร์” วันนี้ ผมจะนำเสนอมุมมองต่อวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ไต้หวัน) ซึ่งเริ่มมีมุมมองที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก ว่าน่าจะพ้นวัฏจักรขาลงแล้ว หลังจากที่เป็นขาลงมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา (ผมเคยเขียนเรื่อง วัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก ในคอลัมน์ “คิด เห็น แชร์” ฉบับเดือน ม.ค.62 ที่ผ่านมา)

หลังจากที่ยอดคำสั่งซื้อ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มเป็นขาลงมาตั้งแต่ปลายปี 2561 เป็นต้นมา ล่าสุดปริมาณสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการทั่วโลกอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ซึ่งคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์พร้อมที่จะฟื้นตัวได้เร็ว หากสถานการณ์ความกังวลเรื่องความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยผ่อนคลายลง (ล่าสุดสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน เริ่มผ่อนคลายลง)

ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ไต้หวัน) ประเมินการเริ่มต้นของเทคโนโลยี 5G จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อยอดคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในปี 2563 และจะเป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้น ของวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของโลกรอบใหม่

ฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ไต้หวัน) ประเมินยอดขาย Semiconductor จะกลับมาเติบโตเด่นตั้งแต่ปี 2563 โดยคาดอัตราการเติบโตของยอดขาย Semiconductor ทั่วโลกจะโตเฉลี่ย 5-10% ต่อปี (2563-65) เทียบกับอัตราการเติบโตที่ต่ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2560-62) ซึ่งคาดว่ายอดขายสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G ทั่วโลกจะเติบโตอย่างมาก โดยประเมินการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G จะเริ่มแบบเต็มรูปแบบในครึ่งปีหลังของปี 2563 โดยคาดอัตราผู้ใช้เทคโนโลยี 5G ต่อประชากรทั่วโลก (Penetration rate) ในปี 2562-65 จะอยู่ที่ 0.4%, 19%, 32%, และ 50% ตามลำดับ

ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นเร็วกว่า ช่วงการเปิดตัวเทคโนโลยี 4G ที่ต้องใช้เวลา 5 ปี Penetration rate ถึงจะผ่านระดับ 50% และจำนวนการใช้งานสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G ในปี 2563-65 ทั่วโลกจะอยู่ที่ 280 ล้านเครื่อง, 520 ล้านเครื่อง, และ 790 ล้านเครื่องตามลำดับ ทั้งนี้ สมาร์ทโฟน Huawei จะมีส่วนแบ่งตลาดเครื่อง 5G สูงที่สุดในปี 2563 ที่ราว 100 ล้านเครื่อง (ส่วนแบ่งตลาด 36%) รองลงมาคือ iPhone ที่ราว 85 ล้านเครื่อง (ส่วนแบ่งตลาด 30%) นอกจากตลาดสมาร์ทโฟนแล้วยังมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่จะพัฒนามาเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G อีกมาก ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดีของผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ที่ต้องเผชิญปัจจัยลบมากมายตลอดปี 2562

กลับมาที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ผมจะขอใช้พื้นที่ในคอลัมน์นี้ สำหรับช่วงส่งท้ายปี 2562 เสนอมุมมอง และกลยุทธ์การลงทุนปี 2563 โดยภาพรวมของตลาดหุ้นไทยปี 2562 ที่ผ่านมา ดัชนี SET index แกว่งตัว Sideway ตลอดทั้งปี แม้ว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย แต่ผลกระทบของสงครามการค้า และเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัว ทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยอ่อนแอ และนักวิเคราะห์มีการปรับลดประมาณการกำไรปี 2562 มาตลอดทั้งปี ส่งผลให้ PE ratio ของ SET index ยังยืนสูง (ผลจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ) แม้ว่าดัชนีจะแกว่งตัวลงก็ตาม

นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ (เช่น พลังงาน ธนาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ อิเล็กทรอนิกส์) อ่อนแอกว่าดัชนี (Underperform) ขณะที่หุ้น Defensive ที่มีโครงสร้างกระแสเงินสดคล้ายพันธบัตร (เช่น โรงไฟฟ้า สื่อสาร กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน) ปรับตัวขึ้นดีกว่าดัชนี (Outperform) เพราะเป็นที่พักเงินของนักลงทุนในสถานการณ์ที่กังวลต่อ แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้ สำหรับปี 2563 ผมประเมินว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะเป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามกับปี 2562 แม้ว่าจะประเมินดัชนี SET index เป็นการ Sideway เช่นในปี 2562 เนื่องจาก PE ratio ยังสูง แต่หุ้นในกลุ่มที่ Underperform ในปี 2562 มีโอกาสที่จะพลิกฟื้น เนื่องจากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ- จีนผ่อนคลายลง (เช่น กลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์) ในทางกลับกันหุ้นกลุ่ม Defensive ก็จะมีโอกาสถูกขายทำกำไร เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่ยังไม่มีการลงนามข้อตกลงการค้าอย่างเป็นทางการก็มีโอกาสที่สถานการณ์จะพลิกผันได้เช่นกัน สำหรับในกรณีนี้ ผมประเมินว่าหุ้น Defensive จะยังเป็นหลุมหลบภัยของนักลงทนในตลาดทุนต่อไปเช่นในปี 2562

สุดท้ายนี้ ผมขอสวัสดีปีใหม่ ปี 2563 ล่วงหน้า และขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนตลอดปี 2563 ที่จะมาถึงนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘นักวิชาการ’ชำแหละ ‘49กมธ.’แก้ รธน.
บทความถัดไปสถานีคิดเลขที่ 12 : เสียงแก้‘รัฐธรรมนูญ’