นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.)กระทวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนพฤศจิกายน 2562 มีมูลค่า 19,657 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 7.4% การนำเข้ามีมูลค่า 19,108 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 13.8% และได้ดุลการค้า 549 ล้านเหรียญสหรัฐ
จึงทำให้ 11 เดือนแรกปี28562 เทียบช่วงเดียวกันปี 2561 ส่งออกมีมูลค่ารวม 227,090 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 2.8% นำเข้ามีมูลค่า 218,081 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 5.22% และได้ดุลการค้า 9,009 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ หากเดือนธันวาคม 2562 สามารถส่งออกได้ 20,800 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกปี 2562 จะติดลบ 2% และมีมูลค่า 247,898 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกเดือนพฤศจิกายน ติดลบในอัตราสูงสุดในรอบปี2562 เพราะการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับน้ำมัน ที่มีสัดส่วน 11% ของมูลค่าการส่งออกรวม หดตัวตามดัชนีผลผลิตน้ำมันในไทย เนื่องจากปิดซ่อมโรงกลั่นในไทยและมีผลกระทบต่อการส่งออกมาตั้งแต่เดือนกันยายน ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนหากหักส่งออกน้ำมันและทองคำ ติดลบ 4.6% อีกปัจจัยลบ คือ ผลผลิตด้านเกษตรทั่วโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก ทำให้กดดันราคาโลกไม่สูงขึ้น
ส่วนปัจจัยผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐกับจีน(เทรดวอร์)คลี่คลายลงเนื่องจากผู้ประกอบการได้มีการปรับตัวจนสามารถรองรับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมได้ดีขึ้น จึงทำให้ยอดรวม 10 เดือนแรกปีนี้ผลกระทบจากเทรดวอร์จากติดลบมาเป็นบวก 1,858 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกได้ดีขึ้นของกลุ่มโซลาเซล เครื่องปรับอากาศ อาหาร ยานยนต์ ไลฟ์สไตล์ เป็นต้น ส่วนที่ยังติดลบ อาทิ คอมพิวเตอร์ เหล็ก เป็นต้น โดยตลาดส่งออกเป็นบวกคือ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี เป็นต้น
ขณะที่แผนการรุกตลาดของกระทรวงพาณิชย์ และความหลากหลายของสินค้าทำให้ไทยเปิดตลาดส่งออกใหม่และส่งออกสินค้าทดแทนที่เจอผลกระทบเทรดวอร์ จึงช่วยดันส่งออกได้มาก จึงทำให้เดือนพฤศจิกายน ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ติดลบ 3.6% สินค้าอุตสาหกรรม ติดลบ 6.4% และการส่งออกไปตลาดหลัก ติดลบ 6.9% เช่น ญี่ปุ่น ลบ 10.9% สหรัฐ ลบ 2.6% สหภาพยุโรป ลบ 8.2% ส่วนตลาดศักยภาพสูง ติดลบ 6.1% อาทิ อาเซียน ลบ 10.3% จีน บวก2.3% เป็นต้น ตลาดศักยภาพระดับรอง ติดลบ 12.8% เช่น ตะวันออกกลาง บวก5.9% แอฟริกาลบ 19.3% เป็นต้น ส่วนตลาดอื่นๆ ลบ 4%
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกปี 2563 ตัวเลขดีกว่าปีนี้แน่นอนและโอกาสเป็นบวก ซึ่งปัจจัยบวกและลบที่มีผลต่อการส่งออก คือ 1. กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนในการเร่งรัดการส่งออกและเปิดตลาดการค้าใหม่ที่เจาะลึกรายมณฑลและรายรัฐมากขึ้น 2.ผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐกับจีนลดลง แต่กังวลผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐกับยุโรปแทนและสองฝ่ายการตอบโต้กันแรงกว่าจีน ซึ่งยุโรปเป็นสัดส่วน 9.5-10% ของมูลค่าส่งออกรวม
3.ค่าบาทแข็งกระทบต่อความสามารถการแข่งขันด้านราคาของไทย 4. แนวโน้มราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นจากปีนี้ค่าเฉลี่ย 65 เหรียญสหรัฐ อาจถึง 70 เหรียญสหรัฐฯ 5. การเร่งรัดเปิดเสรีการค้าและเจรจาใหม่ๆ เช่น ไทย-อียู ไทย-อังกฤษ ซึ่งจะมีมูลค่าทดแทนตลาดเดิมๆ
“ หลังหยุดปีใหม่ ปลัดกระทรวงพาณิชย์จะมีการประชุมหารือกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะนำ ซึ่งปัจจัยสงครามการค้าโลกปีหน้าจะเปลี่ยนไป จากเดิมสหรัฐกับจีน ก็จะมีสหรัฐกับอียูเพิ่มขึ้น และการค้ากับการลงทุนต้องมีการเชื่อมโยงร่วมกัยวางแผนผลักดันการส่งออกคู่กัน ซึ่งการลงทุนจะมีต่างประเทศเข้ามามากขึ้น เพื่อนำเสนอที่ประชุมกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน(กรอ.)พาณิชย์ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ส่วนตัวเลขการส่งออกปี 2563 สนค.ได้ทำตัวเลขจากปัจจัยต่างๆต่อผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแล้ว “ นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วิเคราะห์ปัจจัยบวกและลบต่อการส่งออกไทยปี2563 และตามนโยบายรัฐบาลกำหนดตัวเลขส่งออกปีหน้าโตไม่ต่ำกว่า 3% นั้น การส่งออกในปี 2563 เฉลี่ยจะอยู่ที่ 21,278 เหรียญสหรัฐต่อเดือน และทั้งปี 2563 จะมีมูลค่าประมาณ 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในรอบ 4 ปี
