“Altitude” เผย อานิสงส์รายใหญ่เลื่อนเปิดโครงการ ได้โอกาสเจาะตลาดโวกวาดยอดขายเกือบ 3 พันล.

24.12.19 | 13:35 น.

นายชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ถือเป็นโอกาสของผู้ซื้อ (Buyer Market) อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ซื้อมีโอกาสเลือกได้เต็มที่ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เลื่อนเปิดโครงการใหม่ หรือลดจำนวนโครงการใหม่ลง ส่วนดีเวลลอปเปอร์ที่ยังไม่มีความพร้อม หรือไม่มีโครงการดีจริงๆ แจ้งเกิดได้ยาก เพราะไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ จึงกลายเป็นโอกาสของอัลติจูดเองที่สามารถเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 5,862 ล้านบาท โดยมาจากโครงหลัก ได้แก่ อัลติจูด ยูนิคอร์น, อัลติจูด ซิมโฟนี และพรูฟ สาทร ซึ่งทุกโครงการต่างได้รับการสนับสนุนการเงินจากธนาคารและจากพาร์ทเนอร์ของเรา ทั้งๆ ที่ปีนี้ธนาคารต่างเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ แต่ด้วยศักยภาพของโครงการและบริษัทเอง ทำให้ 3 โครงการที่เปิดตัวในปีนี้สามารถขอสินเชื่อมาได้ ทั้งนี้หากดูตัวเลขการเปิดคอนโดมิเนียมใหม่พบว่าเปิดตัวน้อยกว่าปีที่ผ่านมากว่า 30% แต่หากเป็นภาพรวมของตลาดพบว่าทั้งแนวราบและแนวสูงมีการเปิดตัวลดลงกว่า 13%

“สำหรับอัลติจูดนั้นในปีนี้สามารถทำยอดขายได้กว่า 2,700 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 300% ซึ่งมียอดขายเพียง 7-800 ล้านบาท โดยปีหน้ายอดขายก็จะไม่น้อยกว่าปีนี้ หรือจะมากกว่าเป้าที่วางไว้แน่นอน ส่วนสินค้าของบริษัทปัจจุบันมี 4 Segment มีบ้านเดี่ยวหรู มีโฮมออฟฟิศ มีคอนโดลักซัวรี่-ซูเปร์ลักซัวรี่ และคอนโดระดับมิดเดิ้ลคลาส โดยมีโครงการแนวราบอยู่ 4 โครงการ และอีก 4 โครงการคอนโดมิเนียม ตอนนี้เรามีคอนโดฯ รวมกันกว่า 60% ทั้งลักซัวรี่และมิดเดิ้ลคลาสที่เปิดขายปีนี้ และที่เหลือเป็นโครงการแนวราบ””นายชยพลกล่าว

นายชยพลกว่าวว่า สำหรับสถานการณ์การแข่งขันนั้นเชื่อว่าจากนี้ไปการแข่งขันจะสูงขึ้นทั้งจากโครงการเดิมที่ยังขายไม่หมด และจากโครงการที่จะเปิดตัวใหม่ และเชื่อว่าผู้ประกอบการจะมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการออกแบบมากขึ้น เพื่อเอาใจผู้บริโภค เพราะตลาดเป็นของผู้ซื้อที่จะต้องเปรียบเทียบเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

นายขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติจูดฯ กล่าวว่า ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีอีกปีหนึ่ง เพราะจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม และการออกมาตรการเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อต่อหลักประกัน (แอลทีวี) นั้นส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เลื่อนเปิดโครงการ ทำให้รายเล็กอย่างเรามีโอกาสนำสินค้าที่ตรงใจกับลูกค้ามาทำตลาดได้ โดยเราเน้นกลุ่มลูกค้าจาก Sub-culture ที่ย่อยลงไปในสิ่งที่ลูกค้าเป็น ยกตัวอย่างเช่น เราจับกลุ่ม E-sport เพราะเรามองว่ามันนี้เกมมันไม่ใช่แค่เกมอีกต่อไปแล้ว เราจึงนำจุดนี้มาใส่โครงการของเรา เรายังจับความสนใจของกลุ่มที่ชอบ Hangout และนำมาใส่ในพื้นที่ส่วนกลางของเราเช่นกัน เราพัฒนาสินค้าและสื่อสารให้ Personalize มากขึ้น Personalize Marketing แปลว่า การตลาดแบบรู้ใจ คือเรารู้ใจว่าวันนี้ลูกค้าเป็นคนแบบนี้และกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วเราก็ลงรายละเอียดไปยังความสนใจของเขา

“กลุ่มเป้าหมายของเราคือ Gen Me ซึ่งต่างจาก Gen X, Gen Y, Gen Z ที่แบ่งตามอายุ แต่เรารู้สึกว่าทุกๆ คนเองก็มีความต้องการของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า Generation Me ฉะนั้นการตลาดของเรารวมถึงการออกแบบสินค้า เราต้องจับกลุ่ม Gen Me ให้ได้ วันนี้ใครหา Gen Me เจอและสร้างตลาดเฉพาะของตัวเองขึ้นมาได้ก็จะสร้างสินค้าออกมาได้ โดยตั้งเป้าว่า ภายใน 5-10 ปีจะขึ้นเป็นท็อปเท็นของประเทศจากที่ปัจจุบันน่าจะอยุ่ที่ระดับ 1 ใน 20 ของประเทศ”นายขวัญชัยกล่าว

Advertisement