นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวง ฉบับที่ 355 (พ.ศ. 2562) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ของกระทรวงการคลัง โดยกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นกฎหมายลูกกำหนดวิธีการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 โดยกำหนดให้ สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นและ ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน ต้องส่งรายงานธุรกรรม ลักษณะเฉพาะให้กรมสรรพากร เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร
ทั้งนี้ธุรกรรมต้องรายงานประกอบด้วย 1.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป 2. ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป หากผู้มีหน้าที่รายงานไม่ปฏิบัติตาม อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจลงโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และ ปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ส่วนโทษสำหรับกรณีเจ้าพนักงานเปิดเผยข้อมูลของผู้เสียภาษีอากรหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นางสมหมายกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในปีแรกสถาบันการเงินต้องรายงานธุรกรรมทางการเงิน ทั้งเงินฝาก เงินโอน ทุกบัญชีรวมกัน ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยเป็นข้อมูลตั้งแต่วันถัดจากวันที่กฎกระทรวงประกาศในราชกิจจานุเบกษจนถึงสิ้นปี 2562 (ข้อมูลระหว่างวันที่ 24 – 31 ธันวาคม 2562) ส่วนปีต่อไปให้รายงานธุรกรรมตลอดทั้งปีปฏิทิน
ทั้งนี้ในการจัดทำรายการข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ 1.เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขทะเบียนนิติบุคคล 2.ชื่อ-สกุล ของบุคคลธรรมดา หรือชื่อนิติบุคคล ที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ 3.จำนวนครั้งของการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน 4.จำนวนเงินที่ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชี 5.เลขที่บัญชีที่มีการฝากหรือรับโอนเงินและ6.ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด
แหล่งข่าวจากกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กฎหมายดังกล่าวกรมสรรพากรจะนำไปประกอบการพิจารณาภาษีเงินได้ โดยมีกลุ่มจับตาคือผู้ประกอบการออนไลน์ หรือกลุ่มค้าขายที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีจำนวนมาก ซึ่งกรมจะใช้ข้อมูลการโอนเงินดังกล่าวไปประกอบการพิจารณากับข้อมูลอื่น เพื่อเรียกเก็บภาษีจากผู้ค้าออนไลน์ที่ยังเสียภาษีไม่ถูกต้อง ซึ่งในปีงบ 2562 ที่ผ่านมากรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีจากกลุ่มค้าออนไลน์และกลุ่มที่อยู่นอกระบบภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนรายเป็นเงินภาษีกว่า 1 พันล้านบาท และในปีงบ 2563 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากรตั้งเป้าหมายเก็บภาษีกลุ่มนอกระบบให้เพิ่มขึ้นเป็น 1.7 แสนราย

