หน้าแรก เศรษฐกิจ สศค.ยังยืนเป้...

สศค.ยังยืนเป้าเศรษฐกิจปีหน้าโต 3.3% เคาะใหม่ม.ค. 63 ลุ้นสงครามการค้าจบดันส่งออกฟื้นตัว

26.12.19 | 15:45 น.

 

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2562 ขยายตัวใกล้เคียงกับเดือนตุลาคม ซึ่งสศค.ยังคงประเมินตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ไว้ 2.8% และในปี 2563 โต 3.3%  สศค.จะปรับประมาณการใหม่ในเดือนมกราคม 2563 ซึ่งมีสิ่งที่ต้องจับตาคือในเรื่องการส่งออก สงครามการค้า หากจบเร็วอย่างที่หลายฝ่ายประเมินไว้น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออก เดิมสศค.คาดการส่งออกเดือนตุลาคมว่าในปีนี้การส่งออกติดลบ 2.5% และปีหน้าโต 2.6% ว่าจะยังเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่

นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ในเดือนพฤศจิกายนเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่องสะท้อนจากการขยายตัวต่อเนื่องของยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในขยายตัว 3.7% นอกจากนี้ยังได้รับผลดีจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ขยายตัว 5.9%  อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจภายนอกประเทศส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าชะลอตัว

“จากแนวโน้ม 2 เดือนคือตุลาคม –พฤศจิกายน ทำให้ประเมินว่าในไตรมาสสุดท้าของปีเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้สูงสุด จากไตรมาสแรกโต 2.8% ไตรมาส 2 โต 2.3% และไตรมาส 3 โต 2.4%”นายวุฒิพงศ์กล่าว

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2562 ขยายตัวใกล้เคียงกับเดือนตุลาคม ซึ่งสศค.ยังคงประเมินตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ไว้ 2.8% และในปี 2563 โต 3.3%  สศค.จะปรับประมาณการใหม่ในเดือนมกราคม 2563 ซึ่งมีสิ่งที่ต้องจับตาคือในเรื่องการส่งออก จากคาดการเดิมในเดือนตุลาคมคาดว่าในปีนี้การส่งออกติดลบ 2.5% และปีหน้าโต 2.6% ว่าจะยังเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่

Advertisement

นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ในเดือนพฤศจิกายนเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่องสะท้อนจากการขยายตัวต่อเนื่องของยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในขยายตัว 3.7% นอกจากนี้ยังได้รับผลดีจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ขยายตัว 5.9%  อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจภายนอกประเทศส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าชะลอตัว

“จากแนวโน้ม 2 เดือนคือตุลาคม –พฤศจิกายน ทำให้ประเมินว่าในไตรมาสสุดท้าของปีเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้สูงสุด จากไตรมาสแรกโต 2.8% ไตรมาส 2 โต 2.3% และไตรมาส 3 โต 2.4%”นายวุฒิพงศ์กล่าว

นายวุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า ในเดือนพฤศจิกายน เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนในภาพรวมยังคงขยายตัว นอกเหนือจากแวต และการท่องเที่ยวแล้วพบว่าปริมาณนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 1.3% ต่อปี นอกจากนี้ รายได้เกษตรกรที่แท้จริงขยายตัว 1.8% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ชะลอตัว -6.8% ต่อปี ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งชะลอตัว -16.4 %ต่อปี สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 57.9 เป็นผลมาจากการการชะลอตัวของการส่งออกสินค้าของไทย และความกังวล

สำหรับจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรสะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนชะลอตัว -11.2% ต่อปี เช่นเดียวกับปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ชะลอตัว -16.1% ต่อปี ส่วนการลงทุนในหมวดก่อสร้างปรับตัวดีขึ้นแต่ก็ยังชะลอตัว โดยยอดการจัดเก็บภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว -6.3% ต่อปี เช่นเดียวกับปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ชะลอตัว -2.2% ต่อปี ส่วนดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างชะลอตัว -3.1% ต่อปี โดยมีสาเหตุมาจากราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กปรับตัวลดลง

ส่วนเศรษฐกิจภาคการค้าระหว่างประเทศชะลอตัว สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ชะลอตัว -7.4% ต่อปี เป็นผลจากการชะลอตัวของการส่งออกในหมวดสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ทองคำ ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป อย่างไรก็ตาม สินค้าในกลุ่ม ผัก ผลไม้ สด แช่แข็งและแปรรูป น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่รวมทองคำ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์รักษาผิว ยังคงขยายตัวได้ และตลาดส่งออกสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค พบว่า หลายประเทศก็มีการส่งออกที่ชะลอตัว เช่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง และมาเลเซีย ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ชะลอตัว -13.8% ต่อปี ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนพฤศจิกายน 2562 เกินดุล 548.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน พบว่า ภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมยังส่งสัญญาณชะลอตัว โดยภาคการท่องเที่ยวสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2562 มีจำนวน 3.36 ล้านคน ขยายตัว 5.9% ต่อปี ซึ่งเป็นการขยายตัวจากนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นหลัก โดยขยายตัว 18.3% ต่อปี นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นที่ขยายตัวได้ดี อาทิ นักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน อินเดีย และรัสเซีย โดยสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนเงิน 166,897 ล้านบาท ขยายตัวในอัตรา 3.0% ต่อปี ขณะที่ ภาคการเกษตรสะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรชะลอตัว -2.7 %ต่อปี เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมสะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว -8.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 92.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเนื่องจากผู้ประกอบการมีการเร่งผลิตเพื่อชดเชยวันทำงานที่น้อยลงเนื่องจากวันหยุดเทศกาลในเดือนธันวาคม รวมทั้งมียอดคำสั่งซื้อและยอดขายเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.2% ต่อปี ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยมีสาเหตุมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.5% ต่อปี สำหรับอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.1% ของกำลังแรงงาน สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่ 41.0% ต่อ GDP ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ส่วนเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับมั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2562 อยู่ในระดับสูงที่ 2.21 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ