นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดนโยบายสำคัญและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. ให้กับผู้บริหารสำนักงาน กสทช. 9 เรื่อง ได้แก่ 1.การประมูลคลื่นความถี่ 5G ที่สำนักงาน กสทช. ต้องดำเนินการประมูล 4 ย่านความถี่ เพื่อให้สามารถนำคลื่นความถี่ไปใช้ให้บริการ 5G ในประเทศไทยได้ในปี 2563 เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ รวมถึงสร้างความพร้อมเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี ความสามารถในการแข่งขันทางการค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การแพทย์ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเกษตร การค้า ขนส่ง และบริการ
ขณะที่ 2.การจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ล่วงหน้า เพื่อนำมาใช้ในการประมูลคลื่นความถี่ 5G และจัดทำหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตและการกำกับดูแล เนื่องจากคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ เป็นคลื่นความถี่อีกย่านหนึ่งที่มีความเหมาะสมที่จะนำมาให้บริการ 5G แต่เนื่องจากคลื่นความถี่ในย่านนี้ถูกใช้ในกิจการไมโครโฟน ซึ่งจะสิ้นสุดการใช้งานในเดือนมีนาคม 2564 และบางส่วนถูกใช้งานในกิจการดาวเทียม เพื่อเป็นการเตรียมคลื่นความถี่ให้พร้อมใช้งาน สำนักงาน กสทช. จึงจะจัดทำหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถประมูลล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาก็สามารถนำมาใช้งานได้ทันที
3.การประกาศอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมเดิม (ที่ไม่ได้ใช้ภายใต้สัมปทาน) ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 ให้สิทธิ กสทช. ในการบริหารจัดการวงโคจรดาวเทียมที่เหลือจากให้สัมปทานดาวเทียมไทยคมเดิม โดยสามารถออกหลักเกณฑ์ เงื่อนไขในการอนุญาต เพื่อให้ได้ผู้ประกิจการดาวเทียมรายใหม่
4.การจัดระเบียบสายสื่อสารและการนำสายสื่อสารลงดิน เป็นเรื่องที่สำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องร่วมกับหน่วยงานอื่น อาทิ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรุงเทพมหานคร ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง และผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งก่อให้เกิดทัศนียภาพอันสวยงาม โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร อันเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้กรุงเทพมหานคร เป็นมหานครแห่งอาเซียน
5.การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (เซลล์ไซต์) เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ที่ว่าเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงที่ตั้งเสาส่งสัญญาณ ให้ประชาชนรับรู้ และเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อทราบว่าเสาส่งสัญญาณไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ช่วยให้สัญญาณโทรศัพท์สามารถกระจายและเข้าถึง เพียงพอต่อการใช้งานของประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ได้
6.การเร่งปรับปรุงโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (มักซ์) ให้แล้วเสร็จ สำนักงาน กสทช. จะผลักดันให้การดำเนินการปรับปรุงโครงข่ายสำเร็จตามแผน เพื่อให้ประชาชนสามารถรับชมโทรทัศน์ด้วยความคมชัด คุณภาพของภาพและเสียงที่ดี ปรับปรุงระบบโครงข่ายให้เหมาะสมกับย่านความถี่ที่ขยับมา เพื่อนำคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือไปให้บริการโทรคมนาคม และเทคโนโลยีอื่น
7.การกระจายการให้บริการจากสำนักงาน กสทช. ส่วนกลางไปยังสำนักงาน กสทช. ส่วนภูมิภาค เพื่อให้สำนักงานส่วนภูมิภาคสามารถให้บริการประชาชนในพื้นที่ได้ในทุกๆ บริการ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความสะดวก ไม่ต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อเข้ามาขอใบอนุญาต ต่อใบอนุญาต ทดสอบมาตรฐาน ขอรับบริการ ขอคำแนะนำ ร้องเรียน หรือติดต่อใช้บริการอื่น ยังสำนักงาน กสทช. (สำนักงานใหญ่) ในกรุงเทพมหานคร
8.การยกระดับผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. เพื่อไปสู่ระดับ AA จากเดิมที่สำนักงาน กสทช. ได้รับการประเมินในระดับ A ในปี 2562 ด้วยคะแนน 94.71 ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มหน่วยงานของรัฐอื่นๆ และเป็นอันดับที่ 40 ของประเทศไทยจาก 8,299 หน่วยงานรัฐที่เข้าร่วมรับการประเมิน
และ 9.การพัฒนาสำนักงาน กสทช. ไปสู่การเป็นสำนักงานดิจิทัล สอดคล้องกับยุทธศาตร์ การพัฒนาประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
“ปี 2563 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้บริหารและพนักงาน สำนักงาน กสทช.จะทุ่มเททำงานเพื่อผลักดันให้เกิด 5G ในประเทศไทย เพื่อรองรับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ โดยเน้นหนักในการจัดสรรคลื่นความถี่ กำกับดูแล คุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ เราจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของสำนักงาน กสทช.” นายฐากร กล่าว

