หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.อุตเร่งเครื...

ก.อุตเร่งเครื่อง4อุตฯเป้าหมายในปี63 อัด800ล้านติดปีกเอสเอ็มอี-สตาร์ตอัพ

31.12.19 | 19:40 น.

ก.อุตเร่งเครื่อง4อุตฯเป้าหมายในปี63 อัด800ล้านติดปีกเอสเอ็มอี-สตาร์ตอัพ

น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ปี 2563 ของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ได้รับรายงานจาก สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพงบบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ว่า ปีงบประมาณ 2563 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1,174 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพิ่มผลิตภาพภาคการผลิตให้ได้อย่างน้อย 2.2% โดยการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สำเร็จ จะต้องบูรณาการกับหน่วยงานอื่นรวมทั้งสิ้น 8 กระทรวง 1 รัฐวิสาหกิจ หรือรวม 17 หน่วยงาน

น.ส.สุชาดา กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต กระทรวงฯ ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ปี 2562-2571 ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาพัฒน์ฯ แล้ว และคาดว่าจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จะเป็นกรอบในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตของประเทศอย่างบูรณาการ โดยแผนดังกล่าวมีเป้าหมายระยะยาว เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคตแห่งอาเซียน ทั้งนี้ ในปี 2563 ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 100 ล้านบาทในการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารผ่านโครงการ ฟู๊ด อินโนโพลิส การพัฒนาศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพอาหารด้วยเทคโนโลยี และการสร้างนักรบพันธุ์ใหม่ จำนวน 1,000 คน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วย

น.ส.สุชาดา กล่าวว่า ขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ กระทรวงฯ ได้ออกมาตรการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพ และผลักดันการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจนเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยระยะเวลา 1 ปีที่ออกมาตรการฯ ได้เกิดโครงการลงทุนในผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ และเคมีชีวภาพแล้วในหลายพื้นที่ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) กว่า 9,700 ล้านบาท อีกทั้งยังผลักดันผู้ประกอบการให้เกิดการลงทุนจัดตั้ง ไบโอ ฮับ ในจังหวัดภูมิภาคต่างๆ อาทิ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดลพบุรี จังหวัดอุบลราชธานี

“ในปี 2653 กระทรวงจะเร่งผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดการลงทุนจริงตามกรอบระยะเวลาที่วางไว้ รวมทั้งจะเร่งรัดการออกมาตรการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพเพื่อบรรเทาปัญหาขยะพลาสติก และการปฏิรูปผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดรับนโยบายของรัฐบาลด้านบีซีจี(ไบโอ-เซอร์คูลาร์-กรีน อีโคโนมี) และกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน”น.ส.สุชาดากล่าว

Advertisement

น.ส.สุชาดา กล่าวว่า ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต กระทรวงฯ ได้เร่งผลักดันการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย(xEV)มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ มีผู้ประกอบการยื่นขอรับการลงทุนแล้ว 11 ราย มูลค่าการลงทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท อีกทั้งยังสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ที่เป็นคอร์ เทคโนโลยี อาทิ แบตเตอรี่ มอเตอร์ลากจูง เพื่อส่งเสริมการผลิต xEV ให้ได้ตามเป้า โดยในปี 2563 กระทรวงได้รับการจัดสรรงบประมาณกว่า 430 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ซึ่งในปัจจุบันสามารถทดสอบยางล้อได้ตามมาตรฐาน ยูเอ็น อาร์117 แล้ว และ ในปี 2563 จะต่อยอดไปยังการสร้างสนามทดสอบระบบเบรก ระบบเบรกมือ และการยึดเกาะของถนนขณะเข้าโค้ง ซึ่งศูนย์ทดสอบฯ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุนและการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมยานยนต์

น.ส.สุชาดา กล่าวว่า รวมทั้งมีแผนในการพัฒนากรอบคุณวุฒิวิชาชีพของบุคลากรในด้านยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานฝีมือที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาต้นแบบการจัดการแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานและเสื่อมสภาพเพื่อเตรียมการรองรับการบริหารจัดการแบตเตอรี่เสื่อมสภาพในอนาคต ทั้งนี้ กระทรวงกำลังออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานที่ปรึกษา และมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ จะทำหน้าที่ในการกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่อย่างบูรณาการ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (xEV)และครอบคลุมไปถึงการพัฒนายานยนต์พลังงานทางเลือกอื่นด้วย

น.ส.สุชาดา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดยปี 2563 กระทรวงจะมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อยกระดับผลิตภาพการผลิต โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทในด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาศูนย์การฝึกอบรมความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีชั้นสูงที่ทันสมัย มีเครื่องมืออุปกรณ์ในการฝึกเรื่อง โปรเซส ออโตเมชั่น ขั้นสูง การพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ นอกจากนี้ ในปี 2563 จะได้เปิดตัวระบบ อินดัสเทรียล ทรานฟอร์เมชั่น แพลตฟอร์ม(ไอทีพี) ซึ่งจะเป็นแพลทฟอร์มที่เชื่อมโยง ซิสเท็ม อินทิเกรเตอร์ กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ทำให้การจัดซื้อจัดหาระบบอัตโนมัติของผู้ประกอบการ มีความสะดวกคล่องตัว โปร่งใสและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

น.ส.สุชาดา กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ ในปี 2563 กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) และ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(ธพว.) เป็นเจ้าภาพหลักในการผลักดันให้เกิดการยกระดับผลิตภาพ และการสร้างนวัตกรรมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สูงขึ้น ให้การสนับสนุนด้านการให้บริการปรึกษาแนะนำ การเชื่อมโยงงานวิจัยด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ให้บริการโรงงานต้นแบบเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การสนับสนุนด้านการตลาด นอกจากนี้จะเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้เข้าถึงการช่วยเหลือด้านการเงิน แหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย(ไมโคร เอสเอ็มอี) ผ่านมาตรการทางการเงินใหม่ๆ ของธพว.

“ปีงบประมาณ 2563 กสอ.ได้รับงบประมาณในการพัฒนาเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ รวมทั้งผู้ประกอบการฐานราก ประมาณ 800 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 16,200 คน คิดเป็น 2,200 กิจการ ได้ 9,600 ผลิตภัณฑ์ รวม 70 กลุ่มธุรกิจ ซึ่้งทั้งหมดนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 13,000 ล้านบาท”น.ส.สุชาดากล่าว