นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2563 น่าจะเป็นปีแห่งความท้าทาย เนื่องจากคาดว่าน่าจะต้องเผชิญกับหลายบททดสอบที่จะเข้ามา โดยทีมวิจัยของบล.เอเซีย พลัส ได้คาดการณ์ว่า ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ประเทศไทย จะอยู่ที่ 2.8% ซึ่งถือว่าดีกว่าปี 2562 ส่วนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) น่าจะเติบโตได้ดีมากขึ้น เนื่องจากผลประกอบการบจ.ในปีนี้ปรับลดต่ำลง ทำให้ฐานที่ค่อนข้างต่ำของปี 2562 จะทำให้ ปี 2563 ผลประกอบการจะปรับระดับดีขึ้นได้ โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) จะอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท กำไรต่อหุ้นหรือีพีเอส อยู่ที่ 95.7 บาท ส่วนกรอบของดัชนีหุ้นไทยคาดว่าจะลงไม่มากแต่ไปได้ไม่ไกล โดยให้กรอบเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,570 – 1,675 จุด
นายภราดรกล่าวว่า ประเมินปี 2563 มีความท้าทายที่จะเป็นบททดสอบอยู่ 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.สงครามทางการค้า ที่แม้ว่าท่าทางการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ในเฟส 1 ดูจะสามารถตกลงกันได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่สงครามการค้าจะขยายวงกว้างไปยังประเทศหรือคู่ค้าอื่นๆ ได้ 2.ปัจจัยทางการเมืองของไทย ที่เริ่มมีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีโอกาสที่หากปัจจัยทางการเมืองเกิดความไม่สงบขึ้น เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ก็อาจจะไหลกละบเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ยากมากขึ้น 3.ปัญหาของการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานทางบัญชีและหลักการทางบัญชีใหม่ อาทิ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย (TFRS9) ซึ่งจะทำให้ตัวเลขกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยหลายๆ บริษัทเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ตรงนี้จะเป็นความเสี่ยงที่ต้องเจอ
“ทั้ง 3 ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ชะลอการไหลเข้ามาในประเทศไทย บวกกับค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวอยู่ในโซนแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะหามาตรการมาช่วยทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งเมื่อมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จำนวนมากก็จะทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออกซึ่งพอเม็ดเงินไหลออกจากประเทศไทยก็จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนเพราะค่าเงินบาทอ่อนก็จะทำให้ต่างชาติที่เข้ามาของทุนในประเทศไทยขาดทุนในด้านค่าเงิน โดยปัจจัยการเมืองเป็นปัจจัยที่ตลาดให้น้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าบริษัทจัดอันดับเครดิตเรทติ้ง ได้ทยอยปรับมุมมองประเทศไทยขึ้นในเชิงบวกมากขึ้น ซึ่งมีเหตุผลจากการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ทำให้การเมืองที่หากมีความร้อนแรง ก็อาจมีโอกาสที่จะทำให้บริษัทเหล่านั้นไม่ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศขึ้นได้“นายภราดรกล่าว
นายภราดรกล่าวว่า ในส่วนของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติต้องไม่ลืมว่าปี 2563 เป็นปีแรกที่เปลี่ยนมาใช้เป็นกองทุนเอสเอสเอฟ ไม่มีกองทุนแอลทีเอฟเดิมแล้ว ซึ่งเม็ดเงินลงทุนจากแอลทีเอฟที่เคยผลักดันตลาด ทั้งหมดที่ซื้อขายกันคิดเป็นสัดส่วนของแอลทีเอฟกว่าครึ่งของภาพรวม จึงอาจจะยังไม่มีแรงหนุนเข้ามา เพราะฉะนั้น หากมองว่าแนวโน้มการเติบโตในปี 2563 จะดูดีมากกว่าปี 2562 แต่แรงขับเคลื่อนและผลักดันตลาดอาจจะยังเห็นไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

