วันที่ 2 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ1,579.84 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,594.42 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,595.82 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 15.98 จุดหรือ 1.01% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,597.92 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,583.18 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่54,494.00 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 5,107.59 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 682.72 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 26.20 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ4,398.67 ล้านบาท
โดยนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ โดยได้รับอานิสงค์เชิงบวกจากปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ กระแสข่าวดีของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) โดยประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เตรียมที่จะลงนามข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกกับจีน ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 15 มกราคม 2563 และจะเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งเพื่อเริ่มต้นเจรจาการค้าในเฟสสองต่อไป ทำให้ตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นว่า สงครามการค้ากำลังมีทิศทางผ่อนคลายเกิดขึ้นได้จริง
นายวิจิตรกล่าวว่า สำหรับปัจจัยในประเทศ เป็นเรื่องของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) โดยปี 2563 ถือเป็นปีแรกที่จะไม่มีแรงขายแอลทีเอฟหลังจากถือครองครบ 5 ปีปฏิทิน รวมถึงมุมมองเชิงบวกของร่างงบประมาณประจำปี 2563 ที่เชื่อว่าจะสามารถผ่านมติออกมาได้ในช่วงต้นเดือนมกราคมนี้ อย่างไรก็ตาม กระแสการเมืองที่ยังคงร้อนแรง เป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับตลาดได้บ้าง และจะกังวลมากขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้ แต่ขณะนี้จนถึงกลางเดือนมกราคม 2563 เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยเชิงบวกทั้งในและนอกประเทศ สนับสนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับระดับขึ้นได้
“ด้านกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุน เนื่องจากภาพรวมตลาดหุ้นไทยพรุ่งนี้ (3 มกราคม 2563 ) คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวแกร่งตัวออกด้านข้าง (ไซด์เวย์) เนื่องจากวันนี้ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มมากว่า 1% หรือบวก 15 จุด จึงให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,590-1,600 จุด โดยแนะนำเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว ที่ผลประกอบการไตรมาส 4/2562 ออกมาดี อาทิ ปตทสผ. (PTTEP) บีดีเอ็มเอส (BDMS) และหุ้นปันผลสูง ที่สามารถซื้อในช่วงไตรมาส 1 เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นในตลาด เพื่อรอรับปันผลในเดือนมีนาคม–เมษายน 2563 อาทิ บีบีแอล (BBL) ทิสโก้(TISCO) แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH)”นายวิจิตรกล่าว

