หน้าแรก เศรษฐกิจ ผลการศึกษาโรง...

ผลการศึกษาโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ลากยาว สรุปควรมีหรือไม่เม.ย.นี้

3.01.20 | 09:39 น.

ผลการศึกษาโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ลากยาว เอสอีเอให้นิด้าปรับปรุงรายงานผลการศึกษาฯให้สมบูรณ์ส่งผลให้คำตอบที่จะต้องสรุปว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพา ควรมีหรือไม่ในสิ้นปีเลื่อนไปเป็นเม.ย.63 และภายในสิ้นปีนี้จะสรุปผลการศึกษาโรงไฟฟ้าภาคใต้ครอบคลุม15จังหวัด

นายมนูญ ศิริวรรณ คณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (เอสอีเอ) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ เปิดเผยถึงการศึกษา โครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ที่ศูนย์บริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รับเป็นที่ปรึกษาโครงการฯ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณ 50 ล้านบาทจากกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ว่า กรอบระยะเวลาการศึกษาคงจะต้องเลื่อนออกไปจากเดิมอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 โดยคาดว่าการศึกษาที่จะได้คำตอบในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และเทพา จ.สงขลาควรมีหรือไม่จะสรุปสิ้นปี2562 เลื่อนไปเป็นเมษายน 2563 และผลสรุปการศึกาโรงไฟฟ้าภาคใต้ครอบคลุม 15 จังหวัดจะได้คำตอบจากเมษายนเป็นปลายปีนี้แทน

“สาเหตุที่ต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากคณะกรรมการเอสอีเอ พบว่า การนำเสนอรายงานเบื้องต้นของนิด้าเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2562  เกี่ยวกับการรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือ สานเสวนานั้น ข้อมูลยังไม่ชัดเจนจึงให้กลับไปปรับปรุงรายงานใหม่ ขณะเดียวกันนิด้าจะต้องจัดทำสารเสวนาให้ครบ 4 ครั้ง ซึ่งรอบแรกจัดไปแล้วเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมาและยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร”นายมนูญกล่าว

สำหรับการจัดทำสานเสวนา รอบ 2 ใน 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สุราษฎร์ธานี และกระบี่ เร็วๆนี้ โดยรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นที่ กรุงเทพฯ ซึ่งจะเชิญแกนนำทั้งฝ่ายที่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินและฝ่ายที่เห็นต่างมาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยการสานเสวนาทั้ง 4 ครั้ง จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นแต่ภาพรวมทั้งภาคใต้ ที่ต้องศึกษาว่าควรมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ ถ้ามีจะสร้างที่ใด และถ้าไม่มีจะใช้เชื้อเพลิงใดทดแทน และควรมีกี่โรง เป็นต้น ทางนิด้า จะต้องจัดทำเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ให้เสร็จปลายปี 2563 และจะนำเสนอคณะกรรมการเอสอีเอ

ปัจจุบันการทำงานก็ถือว่าคืบหน้าไปแล้ว 40% โดยหากผลการศึกษาฯ พบว่าต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ จะนำไปสู่การปรับให้มีการบรรจุในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP เนื่องจากแผน PDP จะมีการทบทวนทุก 3-4 ปี แต่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ที่กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการพิจารณาอยู่ในขณะนี้”นายมนูญกล่าว

Advertisement