หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่องเทรนด์พลั...

ส่องเทรนด์พลังงานหมุนเวียน จาก‘สเปน-โปรตุเกส’สู่…ไทย หนึ่งภารกิจท้าทายของ กฟผ.

5.01.20 | 12:00 น.

หนึ่งในเป้าหมายภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ช่วง 20 ปี ระหว่างปี 2561-2580 (PDP2018) คือ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ พลังงานทางเลือก ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวม

สอดคล้องกับโลกในปัจจุบันที่กำลังทรานส์ฟอร์มระบบการผลิตไฟฟ้าจากเจเนอเรชั่นที่ 1 ที่ผลิตไฟฟ้าบน   พื้นฐานของเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ไปสู่เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่จะเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล รวมทั้งการที่ทุกประเทศตระหนักและให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

หน่วยงานที่พัฒนาด้านนวัตกรรมพลังงานและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศให้เพียงพอและทั่วถึง อย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ความสำคัญการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับเชื้อเพลิงฟอสซิล การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย เพื่อให้สามารถนำพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าในภาพรวม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายพลังงานเพื่อทุกคนของกระทรวงพลังงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ ราคามีความเหมาะสมรวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานมาปรับใช้อย่างสอดรับกับทิศทางการพัฒนาด้านพลังงานของโลกในอนาคต

ล่าสุด กฟผ.นำโดย พัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. พร้อม เทพรัตน์ เทพพิทักษ์           รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. จรรยง วงศ์จันทร์พงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการควบคุมระบบ กฟผ. พาคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและนวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงาน ณ ราชอาณาจักรสเปน และสาธารณรัฐโปรตุเกส

Advertisement

ทั้งสองประเทศถือเป็นประเทศผู้นำที่มีการใช้พลังงานทดแทน จากน้ำลม และแสงแดด ในการผลิตไฟฟ้า    ในสัดส่วนที่สูง เทียบกับไทยที่ใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก รวมทั้งมีระบบบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนที่ทันสมัย

เดินทางถึงเมืองเซบิยา สเปน ได้ชม โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ Valle 1 และ Valle 2 เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานแบบเกลือเหลว โดยใช้กระจกโค้งทรงพาราโบล่า สามารถปรับเปลี่ยนตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ด้วยระบบไฮดรอลิก สะท้อนรวมรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์ ถ่ายเทผ่านความร้อนไปที่ท่อรับความร้อนตรงกลางกระจกโค้ง ภายในบรรจุน้ำมันร้อนที่สะสมความร้อนได้ ความร้อนส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าแบบโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยเอาความร้อนมาต้มน้ำให้เป็นไอน้ำ และนำไปหมุนกังหันไอน้ำ และหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้า และความร้อนจากน้ำมันร้อนอีกส่วนหนึ่งถูกนำความร้อนไปเก็บไว้ที่ถังเกลือเหลวร้อนเพื่อนำความร้อนไปผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางคืน ทำให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง แตกต่างจากระบบปัจจุบันในไทยที่ใช้แผงโซลาร์เซลล์ (PV) และใช้ระบบกักเก็บพลังงานโดยใช้แบตเตอรี่ แต่ยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ซึ่งต้องรอการพัฒนาให้กักเก็บพลังงานได้นานขึ้นในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีต้นทุนที่สูงกว่าระบบที่ใช้ในไทยที่จะส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าได้

จากนั้นมาเมืองปอร์โต้ โปรตุเกส ดูงาน ศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่มีหน้าที่บริหารสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อให้มีปริมาณไฟฟ้าเพื่อนำไปประมูลในตลาดขายให้ลูกค้ารายใหญ่ และบริหารการขายไฟฟ้าให้ลูกค้ารายย่อย ของบริษัทผลิตไฟฟ้าแห่งโปรตุเกส (Energias de Portugal หรือ EDP) ที่เป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าหลักในโปรตุเกสและประเทศใกล้เคียง โดย EDP มีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งในประเทศ และการลงทุนในต่างประเทศ รวม 27,000 เมกะวัตต์ จำนวนนี้เป็นพลังงานหมุนเวียน 21,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพลังงานลมและแสงอาทิตย์ 55% และน้ำ 45% โดยบริษัท EDP Renewables (EDPR) เครือของบริษัท EDP โดย EDPR มีศูนย์ควบคุมและสั่งการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบเรียลไทม์ ทั้งหมด 5 ศูนย์ทั้งในและต่างประเทศ

มีการปรับปรุงข้อมูลทุก 6 วินาที พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ประมวลข้อมูลจากศูนย์ต่างๆ ให้เข้าใจง่ายและให้ผู้ควบคุมระบบตอบสนองต่อเหตุการณ์ แก้ไขปัญหาได้ทันที

นอกจากนี้ ได้ดู โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ Frades II ที่เมืองบราก้าที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบสูบกลับที่สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วได้ สามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้ตอบสนองกับความต้องการของระบบที่เปลี่ยนแปลง โดยมีการสูบน้ำจากเขื่อนด้านล่างขึ้นไปไว้ที่เขื่อนด้านบนในช่วงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้องการของระบบ ในทางตรงกันข้ามเมื่อพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ก็สามารถปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมาผลิตไฟฟ้า สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ภายในเวลา 1 นาที ช่วยบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนและสร้างเสถียรภาพให้กับระบบได้

พัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ระบุว่า กฟผ.มีภารกิจต้องศึกษาว่าหากมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบมากขึ้น ระบบไฟฟ้าเดิมต้องปรับตัวอย่างไร การมาศึกษาดูงานสามารถหยิบหรือนำบางส่วนไปต่อยอดหรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับระบบไฟฟ้าของไทยได้ เรื่องสำคัญคือจำเป็นต้องมีศูนย์พยากรณ์ว่าจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอนาคตอย่างไร จึงต้องมีศูนย์พยากรณ์พลังงานหมุนเวียนที่ กฟผ.เริ่มแล้ว ซึ่งการพยากรณ์สามารถพยากรณ์ได้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงล่วงหน้า หรือครึ่งวันล่วงหน้า หนึ่งวันล่วงหน้า หนึ่งสัปดาห์ล่วงหน้า และหนึ่งเดือนล่วงหน้า คาดว่าจะสมบูรณ์ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบ ต้องปรับปรุงให้โรงไฟฟ้ามีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถเพิ่มหรือลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักได้อย่างทันท่วงทีเมื่อพลังงานหมุนเวียนหายไป และรองรับโหลดต่ำ ได้ระดับ 30% จากเดิม 60% ได้นำร่องที่โรงไฟฟ้าวังน้อย หากยังไม่เพียงพอต้องมีระบบกักเก็บพลังงานเสริม เช่น แบตเตอรี่ โดยมีการติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล

ส่วน เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. เสริมว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเป็นตัวเลือกสำคัญในการช่วยบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน

ที่อาจขาดเสถียรภาพและไม่แน่นอน ปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับความเร็วคงที่ ณ โรงไฟฟ้า ลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ และได้ศึกษาศักยภาพในการสร้าง       โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 2 แห่ง ที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ และเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี

โดยรวมแล้ว ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนยังมีต้นทุนการลงทุนสูง ทำให้ค่าไฟฟ้าแพง แต่ไทยไม่สามารถวางทิศทางพลังงานงานโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไปได้ หากเทคโนโลยีพัฒนาไปมากขึ้นอาจทำให้ต้นทุนการลงทุน ถูกลง ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงและคนไทยจ่ายได้มากขึ้น

ถือเป็นความท้าทายและพันธกิจสำคัญของ กฟผ. ที่ต้องศึกษาและนำนวัตกรรมมาพัฒนาด้านพลังงานทดแทน ที่ต้องติดตามว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต!!!