หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นไทยปิดดิ่...

หุ้นไทยปิดดิ่ง ลบ 26.47 จุด ถูกแรงฉุดจากข้อพิพาทสหรัฐ-อิหร่าน

6.01.20 | 17:35 น.

วันที่ 6 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ1,594.97 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,584.11 ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,568.50 จุด ปรับลดลง 26.47 จุด หรือ 1.66% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,585.56 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,565.93 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 71,208.83 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 2,603.18 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 329.69 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 923.24 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,350.25 ล้านบาท

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปิดลดระดับลง ทำให้ดัชนีที่เคยบวกมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ปรับลดลง เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหหมายของตลาดเกิดขึ้นคือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ด้วยการเกิดข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและอิหร่าน จึงกดดันภาวะภาพรวมเศรษฐกิจโลก รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกด้วย ไม่ใช่เฉพาะตลาดหุ้นไทย โดยตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ก็ปรับตัวลดลงเกือบทั้งหมดเช่นกัน นำโดย ตลาดหุ้นอินเดีย ลดลง 2% ญี่ปุ่น 1.9% ใต้วัน 1.3% เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน

นายภราดรกล่าวว่า รวมทั้งการที่หุ้นขนาดใหญ่ปรับระดับลง ได้สร้างแรงกดดันให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับลงแรง ขณะที่หุ้นปรับตัวขึ้นได้ดีก็เป็นหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ ปตทสผ เพิ่มขึ้น 2.6% ปตท. 1% โดยเมื่อเกิดความตึงเครียดขึ้น จะทำให้เกิดการโยกย้ายเม็ดเงินจากสินทรัพย์เสี่ยง มาอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย สะท้อนได้จากอัตราผลตอบแทนของตลาดตราสารหนี้ไทย 10 ปี ปรับลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจากนี้จะต้องติดตามประเด็นความไม่แน่นอนว่า จะมีการยืดเยื้ออีกนานมากน้อยเท่าใด เพราะหากเหตุการณ์เกิดขึ้นในระยะสั้น จะเป็นผลดีกับราคาน้ำมัน แต่หากเกิดขึ้นในระยะยาว จะส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นในภาพรวม

“ทิศทางตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ (7 มกราคม) คาดว่าภาพรวมดัชนียังคงเคลื่อนไหวผันผวนสูง ในลักษณะแกว่งตัวลดลง โดยให้กรอบเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,550-1,580 จุด สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุนคือ ให้เลือกลงทุนเน้นไปที่หุ้นปันผลสูง เพราะยังมีเกราะรองรับในส่วนของเงินปันผล โดยมองหุ้นปันผลสูงที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปกติแล้วในไตรมาส 4 ผลประกอบการจะออกมาดี ทั้งยังได้อานิงค์จากมาตรการของภาครัฐ โครงการบ้านดีมีดาว รวมถึงไตรมาส 1 จะค่อนข้างมีความโดดเด่น อาทิ แอลเอช เอพี รวมถึงหุ้นปลอดภัย อาทิ ไพรอน และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) ที่จะได้ประโยชน์ในการขายน้ำดิบ เนื่องจากคาดว่าปี 2563 จะเกิดภัยแล้งหนักสุดในรอบ 60 ปี” นายภราดรกล่าวว่า