หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ไอเอเอ’ คาดห...

‘ไอเอเอ’ คาดหากสหรัฐ-อิหร่านปะทะรุนแรง ฉุดดัชนีหุ้นไทยร่วงแรงกว่าจุดต่ำสุดได้

7.01.20 | 18:36 น.

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หรือข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ประเมินว่าหากเกิดการปะทะที่รุนแรงมากขึ้น จะทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดระดับลง มากกว่าจุดต่ำสุดที่นักวิเคราะห์หรือตลาดคาดการณ์ไว้ เฉลี่ยนอยู่ที่ระดับ 1,537 จุด ซึ่งเบื้องต้นมองว่าสถานการณ์มีแนวโน้มที่จะขัดแย้งกันมากขึ้นได้ โดยแม้ว่าจะมีผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงงาน ที่ได้รับอานิสงค์เชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจอื่นๆ ที่มีต้นทุนเป็นน้ำมันก็จะมีต้นทุนเพิ่ม และมีกำไรลดลง ทำให้หากเกิดการยืดเยื้อในระยะยาว จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทย

นายสมบัติกล่าวว่า สำหรับการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน ต่อมุมมองในด้านการลงทุนและคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2563 เริ่มสำรวจในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 26 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 19 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 5 บริษัท บริษัทโกลด์ ฟิวส์เจอร์ส 2 บริษัท โดยมองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางบวก 73.08% มองไปในทิศทางแกว่งไซด์เวย์หรือไม่เปลี่ยนแปลงจากสิ้นปี 2562 ประมาณ 15.38% ส่วนอีก 11.54% มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางลบ โดยมองจุดสูงสุดของดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 1,641 จุด และมีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด อยู่ที่ 1,537 จุด

นายสมบัติกล่าวว่า ประเมินปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในปี 2563 ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ รองลงมา คือปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ และปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีเสียงโหวตเกิน 50% ขึ้นไป ด้านทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร เนื่องจากผลสำรวจพบว่า ฟันด์โฟลว์ไม่มีผลมากนักต่อทิศทางราคาหุ้นในช่วงปี 2563 มีผู้ตอบเพียง 30.77 % ที่มองว่าจะเป็นผลบวก แต่มีผู้ตอบ 42.31% ที่มองว่าจะเป็นผลลบ ส่วนปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2563 ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างประเทศทั้ง อเมริกา ยุโรป เอเชีย 73.08% และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อยู่ที่ 50% เท่ากัน

“ข้อเสนอแนะว่า ภาครัฐควรเร่งนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจมากที่สุด ได้แก่ นโยบายกระตุ้นการลงทุนภาครัฐและเอกชน เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกระตุ้นการบริโภคการใช้จ่าย โดยคาดเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 2563 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,679 จุด ซึ่งสูงกว่าระดับดัชนี ณ วันสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 1,579 สำหรับทิศทางฟันด์โฟลว์ยังมองกลางๆ เพราะไม่ชัดเจนว่าจะเข้าหรือออก ซึ่งต้องดูภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และกำไรบจ.ควบคู่กันไป โดยแนะนำว่าการลงทุนควรกระจายไปในแหล่งต่างๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และทองคำ โดยเฉพาะทองคำเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย“นายสมบัติกล่าว