นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นปี 2562 ปิดที่ 1,579.84 จุด เพิ่มขึ้น 1% จากสิ้นปีก่อน โดยกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มบริการ ให้ผลตอบแทนมากกว่าดัชนีหุ้น โดยผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทยกว่า 44,791 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2561 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของทั้งตลาดเซตและเอ็ม เอ ไอ ในปี 2562 อยู่ที่ 53,192 ล้านบาท ลดลง 7% จากปี 2561
นายศรพลกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก เช่นเดียวกับตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในอาเซียน โดยดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดอาเซียน ซึ่งในปี 2562 ตลาดทำสถิติสูงสุดใหม่ในด้านมูลค่าการซื้อขาย ด้วยมูลค่าซื้อขายต่อวันสูงสุดที่ 2 แสนล้านบาท (ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2562) เนื่องจากการปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนีเอ็มเอสซีไอ และตลอดทั้งปีมีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาค นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นผู้นำในด้านการระดมทุนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยการเข้าจดทะเบียนของเอดับบลิวซี มีมูลค่าระดมทุนสูงที่สุดในภูมิภาค และสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ไทย รวมถึงการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน (เอสพีโอ) ด้วยมูลค่ารวม 3.1 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่ามูลค่าไอพีโอ จึงหนุนให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ปรับเพิ่มขึ้น 4.8%
นายภากร ปีตธวัชชัย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยขณะนี้ ได้รับผลกระทบหลักจากปัจจัยใหม่ที่เข้ามาคือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ข้อพิพาทของสหรัฐและอิหร่าน เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงขอให้นักลงทุนติดตามศึกษาข้อมูล และบทวิเคราะห์ให้มากขึ้น เพื่อหาโอกาสเข้าลงทุนในช่วงวิกฤติเหล่านั้น โดยแม้ดัชนีหุ้นจะปรับตัวลดลงมาก แต่ก็เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เนื่องจากปัจจุบันสภาพคล่องทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยจะเห็นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ที่เพียง 1.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำที่สุดในประวัติการณ์
“ปัจจัยเสี่ยงที่ให้น้ำหนักมากที่สุดในตอนนี้คือ ข้อพิพาทสหรัฐและอิหร่าน อ้างอิงจากที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ที่เปิดเผยว่าขณะนี้ เหตุการณ์ความตึงเครียดในตะพวันออกกลาง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก ที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน เพราะมีความไม่ชัดเจนสูง และไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะจบลงอย่างไร จะสิ้นสุดได้หรือไม่ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่าใด แม้ตอนนี้ดัชนีหุ้นจะปรับลดลงหนัก เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยังเชื่อว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อหุ้น เนื่องจากจะทำให้นักลงทุนได้หุ้นที่ดี ในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม จึงต้องพยายามหาโอกาสในความวิกฤตนั้นๆ”นายภากรกล่าว
นายภากรกล่าวว่า ภาพตลาดในปี 2562 เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะไทยอยู่ที่ 1.25% ทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีการเติบโตที่ดี จึงยังทำให้สามารถลงทุนในหุ้นได้ และเป็นจุดที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามา แต่ต้องไม่นับข้อพิพาทของสหรัฐและอิหร่าน

