หน้าแรก เศรษฐกิจ ตาม กฟผ.ดูลู่...

ตาม กฟผ.ดูลู่ทางพัฒนาพลังงานทางเลือก หลงเสน่ห์…เซบียา-ลิสบอน-ปอร์โต ดินแดนประวัติศาสตร์ริมมหาสมุทรแอตแลนติก

12.01.20 | 12:00 น.

เมื่อครั้งอดีตกว่า 500 ปีที่ผ่านมา หรือในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 ประเทศสเปนและโปรตุเกสมีการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจและอำนาจทางทะเล มีการพัฒนาวิทยาการด้านการเดินเรือและสำรวจทางทะเลจนค้นพบดินแดนใหม่ เกิดการเผยแผ่วัฒนธรรม ศาสนา รวมทั้งการค้า

มาปัจจุบัน ทั้งสองประเทศยังมีการแข่งขันด้านเศรษฐกิจกันเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือแข่งพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียน แทนการแข่งขันด้านการเดินเรือและสำรวจทางทะเล ซึ่งสเปนมีความเชี่ยวชาญการบริหารจัดการพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะที่โปรตุเกสเชี่ยวชาญพลังงานลมและพลังงานน้ำ

ช่วงที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปศึกษาดูงานด้านพลังงานทดแทนเพื่อมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยในอนาคต

นอกจากการเดินทางไปศึกษาดูงานแล้ว ระหว่างทางยังมีสถานที่และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ  จึงเก็บมาเล่าสู่กันฟัง…

จุดหมายแรกของการเดินทาง คือ เซบียา หรือ เซวิลล์ (Sevilla) จังหวัดเก่าแก่ในแคว้นอันตาลูเซีย ที่อยู่ทางตอนใต้ของสเปน โดยดินแดนนี้เคยถูกหลายชนชาติปกครอง เพราะอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างยุโรปและแอฟริกา มีการผสมผสานด้านศาสนาและวัฒนธรรม ทั้งโรมัน วิซิกอธ และอาหรับ

Advertisement

มาถึงเซบียาต้องไม่พลาดชม แชะ เช็กอินที่ มหาวิหารประจำเมือง (Catedral de Sevilla) มหาวิหารสไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เคยเป็นมัสยิดมาก่อน ต่อมาถูกชาวคริสต์สร้างโบสถ์ครอบอีกที ใช้เวลาสร้างและต่อเติมเพิ่มในช่วงหลายร้อยปี แต่ยังหลงเหลือของเก่าให้เห็น คือ หอคอยแบบอาหรับ เป็น หอระฆังฆิรัลดา (Giralda) ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกปี 2530 (ค.ศ.1987)

บนหอระฆังฆิรัลดาซึ่งอยู่บนสุดสามารถเดินขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองเซบียา บนยอดหลังคาของหอระฆังมีเทวรูปขนาดสูง 4 เมตร ยืนเหนือลูกโลกสัมฤทธิ์ ซึ่งหมุนได้รอบทิศเพื่อเป็นเครื่องชี้ทิศทางลม

ภายในมหาวิหารมีความงดงามอลังการไปทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นศิลปะการตกแต่งเพดานที่แบ่งเป็นช่อง ประติมากรรมแกะสลัก กระจกสีตกแต่ง ที่สำคัญมี โลงศพของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักเดินเรือและ          นักสำรวจที่ค้นพบทวีปใหม่อย่างอเมริกา

เดินทางต่อมาอีกนิด จะเจอจุดท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่ง คือ พลาซ่า เดอ เอสปานา (Plaza de Espana) จัตุรัสแห่งนี้เป็นตึกครึ่งวงกลมที่สวยงามและยิ่งใหญ่ มีตราประจำจังหวัดไล่เรียงตามตัวอักษร มีคลองจำลองสามารถลงไปพายเรือได้ ถือเป็นที่พบปะและทำกิจกรรมต่างๆ ของชาวเมือง

จากเซบียาไปต่อ ลิสบอน (Liabon) เมืองหลวงของโปรตุเกส โดยเครื่องบินใช้เวลา 1 ชั่วโมง หรือจะเลือกเดินทางด้วยรถไฟ รถบัส และขับรถเองก็ได้เช่นกัน สิ่งที่ต้องไม่พลาดคือ ทาร์ตไข่โปรตุเกสต้นตำรับ จากร้าน ปาสตีส์ เดอ เบเลม (Pasteis de Belem) เปิดมากว่า 180 ปี สั่งชา กาแฟ หรือโกโก้ร้อนๆ มากินคู่กันก็ฟินเหมือนกัน

กินอิ่มแล้ว เดินถัดมาจากร้านทาร์ตไข่ไม่ไกลจะพบกับ อารามเจโรนิโมส์ (Jeronimo Monastery) อีกหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาของคนในพื้นที่ และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความภาคภูมิใจในความรุ่งเรือง มั่งคั่ง และเพื่อเป็นการสรรเสริญคณะสำรวจ วาสโก ดา กามา (Vasco de Gama) ชาวโปรตุเกสที่ค้นพบอินเดียได้สำเร็จ ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบมานูเอลไลน์ สามารถเดินชมตามระเบียงทางเดินได้และมีระเบียงทางเดินไปยังโบสถ์ซานตามาเรียที่อยู่ติดกันได้ ส่วนถนนด้านหน้ามีรถรางโบราณทำจากไม้ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  คอยให้บริการพาชมรอบเมืองได้

หากยังมีแรง เดินผ่านสวนสาธารณะไปยังริมฝั่งแม่น้ำ ทากัส (Tagus) ปากอ่าวธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ไหลลงไปสู่มหาสมุทรแอตแลนติก จะพบ อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ (Padrao dos Descobrimentos) เพื่อรำลึกถึงการสิ้นพระชนม์ครบ 500 ปี ของ เจ้าชายเฮนรี นาวิกราช (Henry The Navigator) ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการนำพาโปรตุเกสเป็นเจ้าแห่งมหาอำนาจทางเรือ และนักเดินเรือสำรวจรอบโลกคนสำคัญในหลากหลายอาชีพ เดินมาอีกนิดจะพบกับ หอคอยเบเล็ม (Belem Tower) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี 2526 (ค.ศ.1983) เคยเป็นป้อมปราการเพื่อปกป้องเมืองในอดีต ต่อมาใช้เป็นประภาคารและด่านศุลกากร

จากลิสบอน ล่องเหนือขึ้นไปยังเมือง ปอร์โต (Porto) เมืองอันดับสองโปรตุเกส ระหว่างทางสามารถแวะเที่ยวที่เมือง ซินตร้า (Sintra) เมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม มีปราสาทเก่าแก่หลากหลายแห่ง

แต่คณะพาไปเยือนอีกจุดคือ แหลมหินสุดประจิม ที่ริมแอตแลนติก นั่นคือ แหลมรอคค่า (Cabo Da Roca) เป็นแหลมที่อยู่ปลายสุดฝั่งตะวันตกของทวีปยุโรปที่เป็นแผ่นดินใหญ่ ถือเป็น Unseen อีกแห่งหนึ่งของโปรตุเกส

จบจุดนี้ ไปต่อเป้าหมาย “ปอร์โต” เมืองท่าสำคัญและเป็นศูนย์กลางการค้าที่เก่าแก่กว่า 200-300 ปี มี แม่น้ำโดอูโร (Douro) ไหลผ่านกลางเมืองแบ่งเมืองออกเป็น 2 ฝั่งและเชื่อมโยงกันด้วยสะพาน ดอม หลุยส์ ที่ 1 (Dom Luis 1 Bridge) ด้วยความเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานจึงยังคงเห็นเหล่าอาคารและบ้านเรือนที่ยังความงามแบบดั้งเดิมอยู่ และการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของโปรตุเกส โดยเฉพาะที่ปอร์โต คือ จะมีการใช้กระเบื้องเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งมีหลากหลายสีสันแต่สีที่โดดเด่นมากที่สุด คือ สีขาวและสีน้ำเงิน

มาถึงปอร์โต ต้องสโลไลฟ์ สามารถเดินทอดน่องท่องเมือง และแฟนคลับแฮร์รี่ พอตเตอร์ พลาดไม่ได้ต้องมาที่ร้านหนังสือ ลิฟราเรีย เลลโล (Livraria Lello) ร้านหนังสือเก่าแก่ที่ได้รับการโหวตว่าเป็นร้านหนังสือสวยที่สุดในโลก และเป็นร้านต้นฉบับของร้านตัวบรรจงและหยดหมึก ร้านหนังสือเวทมนตร์ของพ่อมดแม่มดในหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดย เจ. เค. โรลลิ่ง เคยอาศัยอยู่ที่ปอร์โต ที่นี่นั่นเอง!

ร้านหนังสือแห่งนี้ต้องซื้อบัตรเข้าร้านราคา 5 ยูโร แต่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดซื้อหนังสือในร้านได้ และยังเป็นจุดที่สามารถเดินไปชมวิวและวิถีชีวิตริมน้ำ หรือนั่งจิบกาแฟรับแดดอุ่นๆ หรือจะกินไอศกรีมหลากรสก็ย่อมได้

แต่อย่าลืม! ลองชิม พอร์ตไวน์ (Port wine) ของปอร์โต สำหรับพอร์ตไวน์นั้นเป็นไวน์ชนิดหนึ่งที่ได้รับการผสมแอลกอฮอล์ ซึ่งเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ของพอร์ตไวน์จะสูงถึงราว 25-30% จากไวน์ปกติที่อยู่ที่ 13-15% คนโปรตุเกสจะนิยมดื่มเรียกน้ำย่อยก่อนอาหาร หรือดื่มหลังอาหาร เป็นของหวานหลังอาหาร แต่จะไม่นิยมดื่มพร้อมอาหาร ส่วนอาหารขึ้นชื่อย่อมหนีไม่พ้น อาหารทะเลสดใหม่ รังสรรค์มาในหลายรูปแบบอิ่มพุงกาง

ใครที่กำลังวางแผนท่องเที่ยวอยู่ สเปนและโปรตุเกส ถือว่าเป็นตัวเลือกที่แนะนำให้ลองมาเปิดประสบการณ์ดู…