นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ระหว่างไปร่วมประชุม Asian Financial Forum ครั้งที่13 ที่ฮ่องกง มีโอกาสพบปะผู้บริหารสถาบันการเงินที่อยู่ในฮ่องกงทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงที่ปรึกษาการลงทุน ซึ่งเขาให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทย โดยมีประเด็นสอบถามในเรื่องการบริหารค่าเงินบาทของไทยจึงชี้แจงว่าภาครัฐของไทยจะบริหารค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับศักยภาพทางเศรษฐกิจ หากจำเป็นต้องมีมาตรการก็จะออกมาแต่จะไม่เป็นมาตรการที่ขัดแย้งกับตลาด อย่างไรก็ตามในการพบปะหารือครั้งนี้ นักลงทุนไม่ได้สอบถามถึงเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศ ทำให้ต้องถามกลับไปว่าไม่ถามเรื่องการเมืองในประเทศไทยบ้างหรือ ซึ่งนักลงทุนตอบว่า ไม่ถาม ทำให้มองว่า นักลงทุนไม่มีความกังวลเรื่องการเมืองภายในประเทศ ดังนั้น ปัจจัยที่จะกระทบต่อเศรษฐกืจไทยเรื่องหลักๆ ก็คือ ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจต่างประเทศ
“นักลงทุนส่วนใหญ่ระบุว่ามีความสนใจเข้าลงทุนในไทย โดยเฉพาะนักลงทุนจีนและฮ่องกง โดยสนใจในธุรกิจอาหาร อสังหาริมทรัพย และสตาร์ทอัพ”นายอุตตมกล่าว
นายอุตตมกล่าวต่อว่า ในเร็วๆนี้ กระทรวงการคลังจะร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกชุดมาตรการเพื่อดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าให้กลับมาอยู่ในระดับที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยในส่วนกระทรวงการคลัง เบื้องต้นจะสนับสนุนให้นักลงทุนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศให้มากขึ้น ส่วนมาตรการของธปท.นั้น อยู่ระหว่างพิจารณา
“ก่อนหน้านี้ ธปท.เองออกมาระบุแล้วว่า ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเร็วและอยู่ในระดับที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการให้กลับมาอยู่ในระดับที่พอดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกชุดมาตรการ คลังและธปท.ต้องทำงานร่วมกัน เพราะมาตรการใดมาตรการหนึ่งแก้ไขไม่ได้ โดยมาตรการที่ธปท.เริ่มทำไปแล้วก็ต้องทำต่อ ส่วนคลังนั้น จะหนุนให้นักลงทุนขนาดกลางขึ้นไปหันไปลงทุนต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งให้น้อยลง”นายอุตตมกล่าว
นายอุตตมกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยที่จะต้องมีบทบาทในการให้ความรู้เรื่องการลงทุนต่างประเทศแก่นักลงทุนให้มากขึ้น
นายอุตตมกล่าวต่อว่า รัฐบาลจำเป็นต้องส่งสัญญาณให้นักลงทุนต่างชาติรู้ว่า ค่าเงินบาทของไทยจะไปในทิศทางใด แม้ว่า ไทยจะเป็นประเทศSave Haven ก็ตาม ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนและเก็งกำไรในค่าเงินอีกต่อหนึ่งด้วย ดังนั้น จึงเห็นว่า ชุดมาตรการที่จะออกมานี้ จะต้องออกให้เร็ว ทั้งนี้ ไม่มีแนวคิดที่จะใช้มาตรการทางภาษีเข้าไปจัดการกับการเก็งกำไรสองต่อกับนักลงทุนดังกล่าว
นายอุตตมกล่าวถึงข้อเสนอที่ต้องการให้มีการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งเพื่อช่วยบริหารค่าเงินบาทว่า ปัจจุบันธปท.ก็ได้มีการบริหารจัดการค่าเงินอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวนั้น คงต้องมีมาดูว่า มีเป้าหมายเพื่ออะไร และภายใต้กฎหมายของธปท.นั้น สามารถทำได้หรือไม่
นายอุตตมกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ กระทรวงการคลังมองว่า จะมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยที่ท้าทาย โดยปัจจัยบวกจะมาจากการบริโภคในประเทศ สะท้อนจากตัวเลขการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวเป็นบวกอย่างชัดเจนในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา และ เชื่อว่า จะขยายตัวเป็นบวกได้ต่อเนื่อง ขณะที่ ปัจจัยที่ท้าทายยังเป็นเรื่องเศรษฐกิจโลก แม้สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐจะคลี่คลายลงแต่กรณีเกิดเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐกับอิหร่านก็ทำให้บรรยากาศโดยรวมแย่ลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก็มีผลกระทบต่อการส่งออกทั้งบวกและลบ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

