“สมคิด” สั่งบีโอไอชงแพคเก็จกระตุ้นเอกชนไทยลงทุน เข้าบอร์ดนัดแรก กพ.นี้

เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ศูนย์บริการการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) สำนักนายกรัฐมนตรี อาคารจตุรัสจามจุรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังจากมอบนโยบายให้บีโอไอ ว่า ในปี 2563 นี้อยากให้บีโอไอมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในมิติใหม่รองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไปในอนาคต ใน 4 กลุ่มหลัก เพราะกลุ่มเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวและบริการทุกประเภท ที่จะช่วยรอบรับการจ้างงานและรองรับผลกระทบจากวิทยาการการผลิตที่ใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้นได้ ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงอยู่ในกลุ่มนี้อยู่แล้ว 2.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟอีโคโนมี) มูลค่ามหาศาลแต่ยังกระจัดกระจาย ไม่ได้รวบรวมนำเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งเอนเตอร์เทนเมนต์ การสร้างภาพยนตร์ อะนิเมชั่น การพัฒนาด้านการออกแบบ ศิลปะการละคร เป็นต้น 3. เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ซึ่งกลุ่มนี้จะช่วยดึงนักลงทุนในกลุ่มยุโรปเข้ามาลงทุนในไทยได้ และโดยเฉพาะ 4.การลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งอยากให้สิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมหลักๆ อย่างรถยนต์ เช่น หากบริษัทหนึ่งมีการร่วมกับชุมชนทำโรงไฟฟ้าชุมชน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ จะได้การสนับสนุนและสิทธิประโยชน์จากบีโอไอแม้ว่าธุรกิจหลักที่ทำอยู่จะไม่ได้บีโอไอ

นายสมคิด กล่าวว่า ได้สั่งการให้บีโอไอหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อออกมาตรการกระตุ้นให้เอกชนเร่งลงทุนในช่วง 6 เดือน เน้นเอกชนไทย เพราะการลงทุนไม่ขยับ และสามารถใช้โอกาสจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าลงทุนต้นทุนนำเข้าลดลงได้ รวมทั้ง ให้บีโอไอหารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกแพคเก็จสนับสนุนการลงทุนในสมาร์ทซิตี้ที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) คืบหน้าไปมากแล้ว โดยโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกกำลังจะรู้ผลประมูลในวันที่ 14 มกราคมนี้ จะยังเหลืออีก 1 โครงการ คือ โครงการซ่อมบำรุงท่าอากาศยาน สำนักงานอีอีซีสัญญาว่าจะเกิดในปีนี้

“มาตรการส่งเสริมการลงทุนต่างๆ ให้บีโอไอจะนำเสนอในการประชุมบอร์ดบีโอไอช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งอยากเร่งรัดให้เกิดการลงทุนเอกชน เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เพิ่งผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ยังรอการพิจารณาของวุฒิสภา คาดเดือนกุมภาพันธ์จะเริ่มเบิกจ่สยทแต่กว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง กว่าเม็ดเงินออกจริงจะออกมาต้องใช้เวลาครึ่งปี เหลือเวลอีกอีก 6-7 เดือนที่จะใช้เงิน ได้ประสานให้แต่ละหน่วยงานเร่งทำการจัดซื้อจัดจ้างคู่ขนาน ทั้งนี้ ในส่วนยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนบีโอไอปี 2563 อยากให้ทำให้ดีที่สุด แม้ว่าเศรษฐกิจโลกทั่วจะไม่ดี แต่บีโอไอต้องวิ่งให้เต็มที่ แม้ว่าเหนื่อยหน่อยแต่คุ้มกว่าที่เราไม่ทำอะไรเลย เชื่อว่านักลงทุนยังอยากมาเมืองไทย ซึ่งบีโอไอมีหน้าที่ต้องไปดึงให้เขาเข้ามา” นายสมคิดกล่าว

นายสมคิด กล่าวว่า ปี 2562 มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนบีโอไอ จำนวน 1,624 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 756,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 750,000 ล้านบาท จำนวนนี้เป็นเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ(เอฟดีไอ) กว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งพบว่าเป็นปีแรกที่จีน มียอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดกว่า 260,000 ล้านบาท โดยมูลค่า 160,000 ล้านบาทมาจากโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งการเข้ามาลงทุนส่วนหนึ่งจากการย้ายฐานการผลิตรองรับสถานการณ์สงครามการค้าและผลจากต้นทุนในประเทศที่มากขึ้น ส่วนญี่ปุ่น อยู่ที่ 73,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนจาก ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นต้น

บทความก่อนหน้านี้ฝนเทลงมา! พรุ่งนี้ชาว กทม.เจอฝนแน่ ภาคเหนือ-อีสาน อุณหภูมิลดอีก
บทความถัดไปหุ้นไทยปิดบวก 5.53 จุด ฟื้นตัวบางๆ รับสัญญาณบวกปัจจัยต่างประเทศ