“สมคิด”เผยระเบิด 2 ลูกกระทบเศรษฐกิจไทย กระทุ้งเอกชนลงทุนสร้างอนาคตไทย เล็งออกแพ็กเกจสนับสนุนช่วยแก้บาทแข็ง

เวลา 09.15 น. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา 2020 ปีแห่งการลงทุน : ทางออกประเทศไทย จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำว่า ถ้าไม่จำเป็นไม่อยากบรรยายที่ไหน เนื่องจากข้อจำกัดการบริหารจัดการ ไม่สามารถพูดได้ทุกอย่าง แต่เนื่องเป็นงานมติชน ยินดีที่จะพูดให้ และแนะนำวิทยากรที่เหมาะสม ซึ่งวิทยากรที่มาพูดในงานนี้ มีความรอบรู้หลากหลาย อยากให้สิ่งที่พูดเกิดประโยชน์ เพราะเราพูดความจริง ไม่พูดเท็จ และไม่อยากให้เป็นเฟกนิวส์

นายสมคิดกล่าวว่า ประเทศไทยขณะนี้หาคำตอบที่เหมาะสมไม่ได้ เพราะอยู่ในจุดที่ต้องบริหารให้ดี ประเทศไทยไม่ได้ดี และไม่ได้แย่ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการ และต้องอาศัยความสามัคคีกัน โดยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยดีพอสมควร มีการวางรากฐานอย่างดี เพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่ความทันสมัยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

นายสมคิดกล่าวว่า นอกจากนี้ไทยมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็เกิดภาวะตรึงเครียดในเรื่องการค้าโลกช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีที่ผ่านมา โดยในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วเราเจอพายุ เป็นเหมือนระเบิด 2 ลูก ลูกแรกเป็นระเบิดอยู่เหนือน้ำ คือ เรื่องการส่งออกที่ค่อยๆ ชะลอตัวลง จนกระทั่งติดลบถึง -7.7% ในเดือนพฤษศจิกายนที่ผ่านมา การส่งออกของไทยลดลงไปลึก เพราะสินค้าส่งออกของไทยอยู่ในซัพพลายเชน เชื่อมโยงกับจีน สินค้าส่งออกของไทยไม่หลากหลาย เมื่อโลกสะเทือนจึงควบคุมไม่ได้ เพราะโครงสร้างของไทยเป็นแบบนั้น โดยการส่งออกของไทยมีสัดส่วนถึง 70% ของจีดีพี ดังนั้นเมื่อส่งออกลดลงจะกระเทือนต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน ขณะนี้มีข่าวดีระหว่างสหรัฐและจีนว่าจะมีการลงนามด้านสินค้าเกษตรวันที่ 15 มกราคมนี้ ก็ภาวนาให้คลี่คลาย เพราะปัจจัยเหล่านี้แก้ยาก หวังว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะปราณี

นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนระเบิดลูก 2 คือระเบิดใต้น้ำ ระเบิดลูกนี้มีหลายลูก เช่น โครงการลงทุนขนาดใหญ่เคลื่อนตัวช้าเกินไป ทำให้เศรษฐกิจไทยขยับตัวช้า งบประมาณแผ่นดินล่าช้า เพราะรอรัฐบาลใหม่ และงบเพิ่งผ่านสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากปกติงบประมาณต้องเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมของทุกปี ทำให้งบประมาณในไตรมาส 1 ของปีงบ(ตุลาคม-ธันวาคม 2562) ซึ่งอยู่ไตรมาส 4 ปีปฏิทิน ลงไปในระบบเศรษฐกิจน้อยมาก

“งบประมาณใช้ได้แค่กึ่งหนึ่งของงบประมาณปีที่ผ่านมา ที่สำคัญงบลงทุน แทบใช้ไม่ได้เลย โดยล่าสุดพบว่ามีการใช้จ่ายงบลงทุนไปเพียง 5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้งบประมาณที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนใหญ่ของประเทศไปไม่ได้ แม้ว่าขณะนี้การบริโภคจะค่อยๆ ฟื้นจากติดลบ ท่องเที่ยวจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่เจอระเบิดจากงบประมาณเศรษฐกิจไทยไปไม่ไหว โดยไตรมาสที่ผ่านมาการเบิกจ่ายทำได้เพียง 23% ของงบทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นงบประจำจ่ายตามเกณฑ์ของปีที่แล้ว ส่วนงบลงทุนทำได้แค่ 8% โชคดีขณะนี้งบประมาณผ่านสภาฯ ไปแล้ว ถ้างบมีผลบังคับใช้ จะเร่งใช้จ่ายงบประจำที่เหลือให้เต็มที่ และเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้า”นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดกล่าวว่า ในการประชุมครม.เมื่อวันที่ 14 มกราคม เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ ไตรมาส 2ของปีงบคือในเดือนมกราคม- มีนาคม ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 54% จาก 23% คาดว่าจะมีเงินไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ถือว่ามากทีเดียว ส่วนไตรมาส 3 การใช้จ่ายงบประมาณต้องสูงกว่า 70% หลังจากนั้นเต็ม 100% ในไตรมาส 4 ซึ่งในช่วงรองบประจำปี ได้เร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ถือว่ารัฐวิสาหกิจให้ความร่วมมือดีมาก ทำให้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท และในช่วงบ่ายวันนี้ จะไปประชุมเร่งให้รัฐวิสาหกิจลงทุน เพื่อให้เป็นน้ำหล่อเลี้ยงในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่รองบประมาณ

นายสมคิดกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีระเบิดลูกใหม่ คือระเบิดค่าเงินบาท ไตรมาส 4 ที่ผ่านมาค่าเงินแข็งเอา แข็งเอา มีการพูดถึงว่า เกิดจากเงินทุนไหลเข้า แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด เงินบาทที่แข็งเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยขณะนี้ คือส่งออกติดลบ การนำเข้าลดลง จึงเป็นช่องว่างทำให้ค่าเงินแข็ง และยิ่งเอกชนไม่ลงทุน ขนาดขอร้องแล้ว ขอร้องอีกก็ยังนิ่ง จึงเป็นผลให้เงินบาทแข็งต่อเนื่อง ขณะนี้การเอกชนลงทุนอยู่ที่ 16% ของจีดีพีเท่านั้น ดังนั้นถ้าไม่ลงทุนอาจแก้ปัญหาเงินบาทไม่ได้ระยะยาว
นายสมคิดกล่าวต่อว่า มีหลายข่าวไปกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย(แบงก์ชาติ) เพราะกระทรวงการคลังไม่เกี่ยวกับค่าเงินบาทแล้ว มีการแก้พ.ร.บ.แบงก์ชาติใครไปยุ่งแบงก์ชาติไม่ได้ ซึ่งแบงก์ชาติเองเข้าไปดูแลค่าเงินบาทลำบาก เพราะสหรัฐขู่ว่าขึ้นปัญชีหากเข้าไปดูแลมาก เพราะไทยเกินดุลสหรัฐอยู่ ตรงนี้เหมือนหมาป่ากับลูกแกะ ถ้าไทยโดนเล่นงานตรงนี้จะลำบากมากขึ้น

นายสมคิดกล่าวว่า ดังนั้นการลงทุนเป็นทางออกประเทศไทย การลงทุนมีประโยชน์หลายด้าน 1.ถ้าลงทุนเม็ดเงินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ประคองเศรษฐกิจ 2.ถ้ามีการลงทุนทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงกว่านี้ ถ้าเอกชนบอกไม่ใช้หน้าที่ ตรงนี้ก็เกินไป คณะกรรมการ่วมเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ต้องคิดใหม่ว่าจะร่วมลงทุนอย่างไร 3. ถ้าต้องลงทุนไม่ใช่แค่ลงทุน ทำแบบนี้ไม่มีประโยชน์ ขณะนี้โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยนดังนั้นการลงทุนต้องคิดถึงประโยชน์สูงสุดกับไทย ตรงนี้บทบาทของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ต้องให้ความสำคัญ บีโอไอต้องเฉียบแหลม และต้องทำงานกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ที่ไม่ควรทำหน้าที่แค่ทำนายเศรษฐกิจ แต่ต้องทำงานเชิงพัฒนาร่วมกับบีโอไอ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยทันสมัยมากขึ้น

นายสมคิดกล่าวว่า บีโอไอตั้งเป้าหมายการลงทุน 7.5 แสนล้านบาทเขาสามารถทำได้ ตนไปตรวจเยี่ยมและมอบให้ไปคิดว่าจะทำอะไรอย่างไรในปีนี้ การบรรลุเป้าหมายยังไม่เพียงพอ ต้องเปลี่ยนโครงสร้างยุคเดิมไปสู่ยุคใหม่ การลงทุนอุตสาหกรรมใหม่หรือ เอสเคิร์ฟ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต เพราะอุตสาหกรรมที่เคยอยู่กับไทยเมื่อ 20 ปี เช่น สิ่งทอ เครื่องหนังไปอยู่เวียดนาม ดังนั้นอย่าไปอิจฉาเขา เราต้องสร้างของใหม่ขึ้นมา

“ในสภาวะแบบนี้ ไม่ใช่เน้นแค่จีดีพีว่าตัวเลขจะเป็นท่านั้นเท่านี้คนด่าก็ด่าไป อยากให้ใช้สติว่าจะทำอย่างไร อีอีซีต้องป็นไปตามเป้าตอนนี้เกิดแล้ว รถไฟความเร็วสูงเดินหน้าแล้ว มาบตาพุดเดินแล้ว อีก 2 วันจะรู้แล้วว่าใครจะไปลงทุนในสนามบินอู่ตะเภาซึ่งโครงการลงทุนดังกล่าวเป็นตัวการันตีให้นักลงทุนมั่นใจว่า ไม่ใช่แค่ราคาแค่คุย แต่เราทำจริง ”นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดกล่าวว่า บอกสภาพัฒนไปแล้วไม่ใช่แค่อีอีซี เขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือต้องตามมา เพราะในอนาคตข้างหน้าจะสำคัญมาก ต้องผลักดันให้ต่อเนื่อง เป็นหน้าที่ของสภาพัฒน์ที่จะวางโครงสร้างให้ไทยต่อไป ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล ทั้งนี้ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ต้องมีการลงทุนไทยต่อเนื่อง ในเรื่อง 5 จีต้องมา ต้องขอบคุณนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้บอกมาแล้วว่า 5จีจะมาในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม ถ้าไทยไม่ทำ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กำลังทำ ถามเอกชนไม่อยากได้ 5 จีเพราะราคาน่าตกใจ แต่สิ่งเหล่านี้รอไม่ได้ดังนั้นไม่ต้องไปเน้นรายได้ แต่เน้นว่าคนไทยควรได้อะไร โดยเงินยูโซ่ไม่ต้องส่งเข้าคลัง เอาเงินตรงนี้ไปพัฒนา 5 จี เพื่อให้ไทยเกิดได้ก่อน เชื่อว่าเอกชนไทยทำได้

นายสมคิดกล่าวต่อว่า อีกตัวสำคัญคือส่งออกและบริการ ในอีก 5 ปี เครื่องจักรจะเข้ามามีบทบาทมาก ทำให้มูลค่าสินค้าเกษตรด้อยลง ตามมูลค่าของสินค้าทั่วโลก ไทยมีจุดแข็งด้านเกษตร อุตสาหกรรท่องเที่ยวและบริหาร ซึ่งสินค้าของไทยสำคัญคือเกษตร รัฐบาลช่วยเงินจมปีละเท่าไหร่ ดังนั้นต้องช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนจะกลายเป็นฟิลิปปินส์ โดยต้องช่วยกันคิดว่าอุตสาหกรรมที่มีอยู่จะเดินไปอย่างไร อยากเห็นสตาร์ทอัพเน้นเกี่ยวกับท่องเที่ยวและบริหาร และให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เช่น ภาพยนต์ อนิเมชั่น ดีไซต์ ขณะนี้ยังไม่มีกระทรวงดูแล แม้มีมูลค่าสูงมาก ดังนั้นการลงทุนใหม่ๆ ต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยี หารือกับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพยายาม ให้ช่วยผลักดันเรื่องนี้

นายสมคิดกล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่สำคัญในช่วง 5 ปี คือเศรษฐกิจฐานราก อยากให้นำเอาสมาร์ทฟามเมอร์เป็นตัวนำ ต้องมีผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหรัฐ(ธ.ก.ส.)ตั้งเป้าปีละ 1 แสนราย เพื่อเชื่อมโยงทั้งเรื่องตลาด การผลิตสินค้า และนโยบายรัฐบาล เครือปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) รัฐวิสาหกิจอื่นๆ ประปา ไฟฟ้า จะเข้ามาช่วย โรงไฟฟ้าชุมชนเป็นหนึ่งในฐานราก การผลักดันท่องเที่ยวเมืองรองเริ่มเกิดแล้ว ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกันผ่านสมาร์ฟามเมอร์ เอาเทคโนโลยีมาช่วยได้ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี สามารถมาร่วมได้ โดยสิ่งที่ทำลงไปบีโอไอตีกลับเป็นสิทธิประโยชน์ให้กับบริษัทแม่ เพื่อจูงใจ ให้เอกชนไปร่วมดูแลพัฒนาฐานราก

นายสมคิดกล่าวว่า สังคมคนชรามาแน่นอน อีกไม่กี่ปีคนชราจะมีสัดส่วน 20% ของประชากร ดังนั้นถ้าไม่มีอะไรรองรับ ลำบากแน่นอน ตนอายุ 67 แล้ว ข้างหน้าลูกหลานคงไม่มาเลี้ยงดู ดังนั้นการพัฒนาการศึกษา สาธาณะสุข สำคัญ BCG (บีซีจี) ที่ทำอยู่ต้องเดินหน้ากันไป กกร. ควรมาช่วยรัฐบาล ได้หารือกับ สรรพากร ศุลกากร ให้เตรียมตัวให้พร้อม รัฐบาลอยากให้เอกชนลงทุนในยุคบาทแข็ง เช่นการเปลี่ยนเครื่องจักร โดยจะมีแพคเกจจูงใจลงทุนมาให้ 6 เดือน และให้ติดตั้งภายใน 1 เดือน

“อยากให้ร่วมกันในเรื่องลงทุน ทั้ง เอกชน รัฐวิสาหกิจ ตรงนี้ไม่ใช่กระตุ้น เศรษฐกิจไทยคงอยู่ไม่ได้ด้วยยากระตุ้น แต่ต้องสร้างอนาคตข้างหน้า ผมฝันอยากเห็นธุรกิจที่ยืนอยู่บนขาของนวัตกรรม สร้างสตาร์ทอัพ ที่ยืนอยู่ด้วยตัวเอง เช่น เกษตรร ท่องเที่ยว การเงิน ไม่ใช่ไปพึ่งพาอุตสาหกรรมรถยนต์ หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แม้กระทั่งนักการเมืองต้องช่วยกัน ช่วยกันสร้างบรรยากาศ ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน แต่ถ้าการเมืองยังตีทุกวัน นักลงทุนไปแน่นอน ถ้าเป็นแบบนั้น จะให้ทำอย่างไร ทุกคนต้องร่วมมือกัน ไม่อย่างนั้นอย่าไปโทษใครเลย”นายสมคิดกล่าว

บทความก่อนหน้านี้เอาใจคนรักงานศิลป์ ‘อาร์ต สเปซ’ ใจกลางกรุง
บทความถัดไปผจก.ร้านอาหารเล่านาทีคนร้ายยิงปืนใส่ ยันเปิดบริการมา 15 ปี ไม่เคยมีปัญหากับใคร