นายฐากร ตัณฑสิทธิ์
เลขาธิการ กสทช.

ปี 2563 เป็นปีแห่งการลงทุน โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมเปิดประมูลในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ และภายในต้นเดือนมีนาคม 2563 ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ต้องดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ในทันที ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้จะมีกระแสข่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านจะเปิดให้บริการ 5G แต่ยืนยันว่าเป็นเพียงการเปิดการทดลองทดสอบ 5G เท่านั้น แต่ไทยจะเปิดเป็นรูปแบบเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2563
กสทช.จะเปิดประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับ 5G ใน 4 ย่าน ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 700, 1800, 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ โดยเป็นการประมูลครั้งละคลื่นความถี่ ด้วยรูปแบบการประมูลคล็อกออคชั่น รวม 56 ใบอนุญาต มูลค่า 160,577 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ชุด ชุดละ 5 เมกะเฮิรตซ์ รวม 15 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 8,792 ล้านบาท รวม 26,376 ล้านบาท, คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 7 ชุด ชุดละ 5 เมกะเฮิรตซ์ รวม 35 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 12,486 ล้านบาท รวม 87,402 ล้านบาท, คลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 19 ชุด ชุดละ 10 เมกะเฮิรตซ์ รวม 190 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 1,862 ล้านบาท และคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ จำนวน 27 ชุด ชุดละ 100 เมกะเฮิรตซ์ รวม 2700 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 423 ล้านบาท รวม 11,421 ล้านบาท
คาดว่าจะมีรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่เข้ารัฐ จำนวน 54,654 ล้านบาท จากการประมูล 25 ใบอนุญาต เนื่องจากคาดการณ์ว่าคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จะประมูลได้จำนวน 2 ชุด คิดเป็นเงิน 17,584 ล้านบาท ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ จะประมูลได้ทั้งหมด 19 ชุด คิดเป็นเงิน 35,378 ล้านบาท และคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ จะประมูลได้จำนวน 4 ชุด คิดเป็นเงิน 1,692 ล้านบาท
ทั้งนี้ การขับเคลื่อน 5G จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในปี 2563 มูลค่า 177,039 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.02% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ที่ 17,328,000 ล้านบาท จากมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในปี 2563 ที่ 1,983 ล้านบาท จากระบบเศรษฐกิจรายภาค เช่น ภาคอุตสาหกรรมการผลิต 31.5% มูลค่า 624.62 ล้านบาท, ภาคการค้าและการเงิน 16% มูลค่า 317.86 ล้านบาท และภาคโทรคมนาคม 11.6% มูลค่า 229.03 ล้านบาท เป็นต้น ขณะที่ปี 2564 คาดว่า 5G จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 332,619 ล้านบาท และปี 2565 มูลค่า 476,062 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) รวม 5 ราย ได้แก่ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท ทรู มูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท, บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เข้ารับเอกสารการประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับ 5G จากสำนักงาน กสทช. ในทุกย่านความถี่ที่เปิดประมูล
สำหรับการลงทุนในอนาคต อยากให้ภาคธุรกิจรวมถึงประชาชนเตรียมความพร้อม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานประเทศจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งภาคการเงินที่แทบไม่สามารถแยกออกจากภาคโทรคมนาคมได้ ภาคการผลิต การเมือง รวมถึงภาคสังคม
ดังนั้น การต่อยอดการใช้งานในอนาคต จึงเป็นการต่อยอดการใช้งานให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยในปี 2563-2565 จะมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น คล้ายกับการเกิดระบบ 4G ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจจึงต้องต่อยอดการใช้งาน เพื่อให้สามารถเดินหน้า และอยู่รอดต่อไปได้
น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

จากกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้นโยบายแก่บีโอไอ ดำเนินการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือแพคเกจส่งเสริมเพิ่มเติม ภายใน 6 เดือนจากนี้ เพราะมองว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ ประกอบกับเงินงบประมาณปี 2563 ที่ยังอยู่ในกระบวนการทำให้เกิดความล่าช้า ต้องรออนุมัติในเร็วๆ นี้ การกระตุ้นการลงทุนนับจากนี้จึงมีความจำเป็นต่อประเทศไทย โดยขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกมาตรการที่ครอบคลุมทั้งผู้ที่ลงทุนอยู่แล้ว และยังไม่ลงทุน หรืออยู่ระหว่างตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย
ปี 2562 ตัวเลขยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติพบว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งเป้า 750,000 ล้านบาท โดยมียอดขอรับอยู่ที่ 756,100 ล้านบาท
ซึ่งโจทย์หลังจากนี้คือ จะทำยังไงให้คำขอดังกล่าวเกิดการลงทุนจริง ซึ่งการลงทุนต้องขึ้นอยู่กับสภาพตลาด ปี 2562 โดยปัจจัยสนับสนุนคำขอลงทุนในปีที่ผ่านมา มาจากมาตรการส่งเสริมการลงทุน ไทยแลนด์ พลัส สำหรับโครงการ 1,000 ล้านบาท กำหนดเกณฑ์ต้องลงทุนภายใน 2 ปี ซึ่งมาตรการนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 5 ปี
สำหรับการลงทุนในอาเซียน มีส่วนแบ่งการลงทุนของไทยเฉลี่ย 8.5% อันดับ 4 ไม่แย่นัก แต่อันดับตกลงมาเล็กน้อย จากปกติอยู่ที่อันดับ 3 แต่การลงทุนของไทยกำลังมุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ดังนั้น หลังจากนี้เชื่อว่าอันดับการลงทุนในอาเซียนจะดีขึ้น
ส่วนนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ปกติมีสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว แต่ล่าสุดได้กำหนดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมกราคม 2563 โดยมาตรการมีเป้าหมายต้องการกระตุ้นให้บริษัทเกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร ไม่ใช่แค่ลงทุนตั้งโรงงานอย่างเดียว
หากบริษัทมีการรับนักศึกษาฝึกงาน ฝึกอาชีพ เพื่อป้อนตลาดแรงงาน สิทธิประโยชน์สูงสุดคือสามารถยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 12 ปี เกณฑ์นี้จะให้ทุกบริษัทที่ลงทุนในอีอีซี แม้ไม่ได้ลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม หรือพื้นที่พิเศษ
นอกจากการพัฒนาคน หากอยู่นอกอีอีซี พื้นที่ใดก็ได้ จะได้วงเงินในการยกเว้นภาษีเงินได้ หรือหากส่งพนักงานอบรมในหลักสูตรก็ได้สิทธิประโยชน์เช่นกัน เพราะการส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่ บีโอไอผลักดันการส่งเสริมการลงทุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับลงทุนอัพเกรดเครื่องจักร เพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีก้าวสู่อุตสาหกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง
ส่วนมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ขณะนี้อยู่ระหว่างหามาตรการส่งเสริม โดยจะคุยกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการสนับสนุน โดยใช้เครือข่ายจากเอกชนที่มีอยู่ในการช่วยเหลือ
ตอนนี้ทรัพยากรไทยมีจำกัด จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุดถ้าไม่รู้จักใช้ อย่างการลงทุน 5จี คงไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่ต้องการสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ขณะที่แนวทางการทรานส์ฟอร์เมชั่นนั้น ในส่วนของบีโอไอเองมีการออกมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต
ในอดีตเรียกมาตรการลดผลกระทบจากเงินบาทแข็ง ปัจจุบันยอมรับว่ายังไม่มียอดคำขอลงทุนมากนัก ไม่ถึง 100-200 โครงการ และจำนวนนี้สัดส่วนเพียง 20% ที่ขอลงทุนในมาตรการปรับปรุงการผลิต และ 80% กลับเป็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หลังจากนี้จะต้องสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการว่าสามารถเข้ามายื่นขอลงทุนในกิจการประเภทนี้ได้ เพื่อให้การลงทุนมุ่งสู่การพัฒนาเทคโนโลยียกระดับการลงทุนไทยในระยะยาว
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส
กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

ในปีที่ 2562 เป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงและผันผวน อาทิ เรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ สถานการณ์ตึงเครียดในแถบตะวันออกกลาง และเงินบาทแข็งค่า เป็นต้น
ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว ทำให้เอสซีจีมีการวางแผนการลงทุนในปี 2563-2564 และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีมากขึ้น
สำหรับการเติบโตด้านการลงทุนในปี 2563 เอสซีจียังคงเดินหน้าบุกตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะเน้นเจาะตลาดใหญ่ 2 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงในหลายด้าน รวมไปถึงสินค้าปูนซีเมนต์
ทั้งนี้ เอสซีจีจะมีการสร้างมิติใหม่ด้านการลงทุนเพื่อยกเครื่องธุรกิจ จากการผลิตสินค้า เป็นธุรกิจสินค้าและการบริการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากร ให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีได้อย่างเท่าทัน
ในปีนี้เป็นอีกปีที่เอสซีจีต้องมีการปรับตัวด้านธุรกิจตามความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่มีการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาใช้มากขึ้น ซึ่งเอสซีจีได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนแล้ว อาทิ การทำงานผ่านระบบเอกซเรย์บ้านว่ามีจุดไหนที่ต้องแก้ไขหรือไม่ และสามารถสแกนความทนทานของโครงสร้างได้ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาแพคเกจจิ้งของสินค้าให้มีความทันสมัยและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอีกด้วย
นอกจากนี้ สำหรับสถานการณ์ด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำนั้น ในฐานะภาคเอกชน มองว่าภาครัฐมีการลงทุนในภาพใหญ่ อาทิ เรื่องของการสื่อสาร และคมนาคม เป็นต้น ซึ่งในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ไทยถือเป็นประเทศที่แปลก เมื่อไตรมาสที่ 4/2562 ประเทศไทยยังประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ในปัจจุบันในหลายพื้นที่ประสบภัยแล้ง จึงมองว่าการลงทุนที่รัฐบาลจะแก้ไขเรื่องนี้ได้เร็วที่สุด คือ การลงทุนด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ อาทิ การขุด-เจาะบ่อ เพื่อรับน้ำในช่วงฤดูฝน โดยเริ่มเตรียมการตั้งแต่ตอนนี้ เพราะถ้าไปขุด-เจาะ ตอนมีน้ำจะยิ่งทำให้ต้นทุนในการทำสูงขึ้น
หากสามารถขุด-เจาะบ่อได้ก่อนฤดูฝน คาดว่าในปี 2564 ไทยก็อาจจะไม่ประสบกับปัญหาการขาดน้ำ ส่วนในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ยอมรับว่าในเรื่องนี้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมได้ไม่มาก คือ ช่วยเหลือในเรื่องของการประหยัดน้ำ และสนับสนุนให้ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า แต่ในเรื่องของการบริหารจัดการรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายจัดการ ทั้งนี้ เห็นด้วยกับมาตรการเยียวยาในระยะสั้นของภาครัฐ แต่มองว่าควรมีมาตรการที่ช่วยเหลือในระยะยาว อย่างการขุดบ่อ เริ่มจากการนำงบประมาณมาใช้ในการขุดบ่อ จะทำจังหวัดเดียวก่อน หรือขุดพร้อมกันทุกจังหวัดก็ได้ เพื่อลดผลกระทบจากภัยแล้ง และภาคการผลิต และภาคบริการที่อาจจะได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม
นายอาทิตย์ นันทวิทยา
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์

ธุรกิจธนาคารมีความเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้รับผลกระทบธุรกิจธนาคารก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งทั้งธุรกิจธนาคารและเศรษฐกิจของประเทศ มีลักษณะที่คล้ายกัน คือมีความเป็นเลกาซี เก่าแก่และโครงสร้างมีขนาดใหญ่ การจะปรับเปลี่ยนหรือการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกับธุรกิจสตาร์ตอัพที่มีขนาดเล็กและเริ่มต้นด้วยโจทย์ใหม่
ขณะที่การบริหารธุรกิจขนาดใหญ่ หรือการบริหารเศรษฐกิจประเทศ มีโจทย์เก่าที่ต้องคิด อย่างการบริหารเศรษฐกิจประเทศ ต้องมีพื้นฐานอยู่บนภาคเกษตร ภาคการผลิต และการใช้ทรัพยากรของประเทศที่ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีอยู่จำกัดไปทุ่มในเรื่องที่เป็นเรื่องเก่าๆ แต่เหลือทรัพยากรน้อยที่เหลือสำหรับการขับเคลื่อนประเทศไปในระยะข้างหน้า ทั้งธุรกิจ 5G การพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมทั้งเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ที่มีการพูดถึงกัน
ทั้งนี้ โจทย์ที่ท้าทายเศรษฐกิจ คือ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจที่แข็งแรงคือธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เราจะเห็นการบ่นคนที่มีรายได้น้อยว่าได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ยังขยายตัวดี เพราะว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่แข็งแรงเพิ่มขึ้นและยิ่งไปขยายตัวธุรกิจในทางที่ตัวเองชำนาญ ซึ่งเป็นแนวทิศทางที่ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ดำเนินการไปได้เพื่อสร้างรายได้และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น
ขณะที่หากการจะไปขยายการลงทุนในเรื่องใหม่ ยังไม่มีความพร้อมของแรงงานรองรับ ยังไม่มีความพร้อมด้านประสบการณ์ และไม่มีเงินทุนที่จะสนับสนุน
หากไปดูการขอสินเชื่อทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจขนาดใหญ่ มีการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ไปสู่เรื่องใหม่ๆ น้อยมาก ซึ่งแบงก์ในฐานะที่เป็นผู้ให้เงินทุนและต้องรับความเสี่ยง แบงก์ไม่เคยบอกว่ามีคำขอการลงทุนเพื่อพัฒนาขีดศักยภาพแล้วจะปฏิเสธ
แต่คำขอสินเชื่อเหล่านี้เข้ามาน้อยมาก ปีนี้เป็นปีที่การลงทุนจะเป็นทางออกประเทศ เรามองเห็นและเชื่อเช่นนั้น
แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงได้ เพราะยังมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ การขาดแคลนทรัพยากรเป็นปัญหาโครงสร้างสำคัญที่สุด
ดังนั้น ต้องส่งเสริมการสร้างทรัพยากรมนุษย์ อยากให้สนับสนุนการสร้างโรงเรียนหรือสถาบันที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้น อยากเห็นกระบวนการการสร้างปรับทักษะและการเพิ่มทักษะแรงงาน เพิ่มโอกาสกับคนที่จะไม่มีงานหรือคนที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เข้าไปสู่ทักษะใหม่ที่ภาครัฐพูดถึง ในภาคธนาคารเอง ได้พยายามชักชวนผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนในอีอีซี ต้องนำองค์ความรู้เข้ามาและมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้วย ซึ่งการลงทุนแบบนี้ควรเร่งการส่งเสริม
ข้อเสนอเพื่อปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยมี 3 แนวทาง คือ ข้อแรก จากเดิมที่อุตสาหกรรมต่างๆ ของเราถูกกำหนดทิศทางด้วยบริษัทต่างชาติเป็นหลักต้องเปลี่ยน ต้องมีการออกแบบอนาคตประเทศและมีความเข้าใจแลนด์สเคปในอนาคต มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับเปลี่ยนห่วงโซ่การผลิตใหม่ ข้อสอง สนับสนุนธุรกิจที่มีองค์ความรู้ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) และการลงทุนของธุรกิจในประเทศ และข้อสาม จากเดิมที่เน้นการอุดหนุนและการชดเชย ควรเน้นการสร้างแรงจูงใจให้กับธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้สามารถแข่งขันได้
ทั้งนี้ ในส่วนของธนาคารที่ผ่านมามีการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดย 10% เน้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ สำหรับปีนี้เอสซีบีจะมีการลงทุนอีก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดตั้งบริษัทย่อยทำธุรกิจร่วมกันเพื่อเป็นพาร์ตเนอร์กับที่มีความรู้และเพื่ออัพเกรดด้านดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งในอนาคตยิ่งมี 5G เข้ามาอาจจะส่งผลกระทบกับธุรกิจธนาคารอย่างรุนแรงได้ จึงต้องทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์และต้องนำมาใช้กับธุรกิจธนาคาร

