หน้าแรก เศรษฐกิจ CPL ตั้งเป้าป...

CPL ตั้งเป้าปี 2563 รายได้แตะ 2.5-2.7 พันล้าน ธุรกิจฟอกหนังกระเตื้อง-เซฟตี้ โปรดักส์โตดีรับพิษฝุ่น-“อีอีซี”เดินหน้า

16.01.20 | 16:58 น.

นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกรรมการบริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL ผู้นำอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (เซฟตี้โปรดักส์) ภายใต้แบรนด์ “แพงโกลิน” ซึ่งเป็นกิจการในกลุ่มบริษัทเจริญสิน เปิดเผยภาพรวมธุรกิจในปี 2562 ว่า CPL ยังสามารถทำตลาดในธุรกิจฟอกหนังได้ดี โดยมีปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ โดยมียอดรับคำสั่งซื้อในปริมาณ 20-24 ล้านตารางฟุตต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาระดับคำสั่งซื้อไว้ได้ แม้ว่าในปีที่ผ่านมา ธุรกิจฟอกหนังจะอยู่ในภาวะชะลอตัวจากปัญหาทางเศรษฐกิจภายนอกที่เข้ามามีผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของบริษัทฯ รวมถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจยุโรปทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ในปีที่ผ่านมาสินค้าส่งออกของ CPL มีการรับรู้รายได้ที่น้อยลงกว่าเดิม แต่ยังมั่นใจว่าปีนี้จะยังคงได้รับคำสั่งซื้อในปริมาณเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ประมาณ 22-23 ล้านตารางฟุต จากการปรับปรุงการผลิตและการขายให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยขยายการลงทุนและปรับปรุงระบบการผลิตให้มีมาตรฐานเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30%

นายสุวัชชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังหาผู้ร่วมทุนหรือพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจฟอกหนังสำเร็จรูป (Finished Leather) ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาการค้ากับลูกค้ารายใหม่ๆเพิ่มเติม พร้อมทั้งได้ปรับสัดส่วนการผลิตหนังดิบ จากเดิมผลิตเพื่อส่งออกทั้งหมดเป็นผลิตเพื่อใช้ในกิจการประมาณ 50% ของระบบผลิตรวม เพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าจากแบรนด์สินค้าต่างๆ ทำให้สามารถบริหารจัดการสินค้าได้ดีขึ้น และการบริหารสินค้าคงคลังของบริษัทฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เป้าหมายออเดอร์ปีนี้จะได้หรือไม่ ต้องติดตามปัจจัยใกล้ชิด คือ การเจรจาการค้า การย้ายฐานการผลิต ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังคาดการณ์ว่าบริษัทฯ ยังคงรับรู้รายได้จากการธุรกิจฟอกหนังในระดับ 1,800-2,000 ล้านบาท ส่วนปัจจัยที่เป็นความท้าทายของธุรกิจยังคงอยู่ที่ราคาขายที่ไม่สามารถขายสินค้าในราคาสูงขึ้นได้ ฝ่ายบริหารจึงลดความเสี่ยงโดยจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีในราคาต้นทุนไม่สูงมาก และพัฒนาผลิตหนังฟอกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงรักษาความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า”

Advertisement

นายสุวัชชัย กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ ภายใต้แบรนด์ “แพงโกลิน” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างการเติบโตให้กับ CPL กรุ๊ปนั้น ในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนในอัตราประมาณ 10% จากความต้องการสินค้าป้องกันภัยส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นจากโครงการต่างๆของทางภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะการเดินหน้าของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่จะมีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อีกด้วย

นายสุวัชชัย กล่าวอีกว่า บริษัทฯยังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยขยายสายผลิตภัณฑ์ไปในส่วนของงานวิศวกรรม และสินค้าที่เป็นไฮ-เทคโนโลยีมากขึ้น จากเดิมที่บริษัทฯ มีกำลังการผลิตรองเท้านิรภัย 80,000 คู่ต่อเดือน และหมวกนิรภัย 60,000 ใบต่อเดือน ซึ่งเป็นสินค้าหลักและยังมีสินค้าที่ป้องกันภัยส่วนบุคคล รวมถึงอุปกรณ์การอำนวยความสะดวกและการจราจรในสถานประกอบการ บริษัทฯ ได้เริ่มทำตลาดในสินค้าประเภทชุดป้องกันสารเคมี หน้ากาก หมวก ป้องกันสารพิษและฝุ่นละออง อีกทั้งอุปกรณ์สำหรับป้องกันการตกหล่นจากที่สูง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า บริษัทฯยังคำนึงถึงด้านความปลอดภัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และทดสอบ พร้อมทั้งมีการอบรมการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องให้กับหน่วยงานราชการและเอกชนให้มีความพร้อมในการใช้เครื่องมือและตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน พร้อมทั้งมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการอำนวยความสะดวกที่ผ่านการฝึกอบรมทางด้านการใช้เครื่องมือมาแนะนำเป็นประจำ อีกทั้งมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ มารองรับตลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเน้นถึงการออกแบบสินค้าให้มีความสวยงามมากขึ้น

“ปีที่ผ่านมา สินค้าจากธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์มียอดรายได้อยู่ที่ 700 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ ทางทีมงานพยายามเน้นถึงฐานลูกค้าใหม่และตลาดสินค้าทดแทน โดยตั้งเป้าการตลาดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ซึ่งเมื่อรวมกับธุรกิจฟอกหนังจะทำให้รายได้ของ CPL ในปีนี้แตะระดับ 2,500-2,700 ล้านบาท โดยในส่วนของแพงโกลินนั้น นอกจากจะแตกสายผลิตภัณฑ์ใหม่และมุ่งเน้นงานที่เป็น Solution Project มากขึ้นแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา ยังได้ปรับปรุงสาขาในประเทศ และแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าในประเทศพม่าและมีการลงทุนในประเทศเวียดนาม เพื่อเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาดของทั้งสองประเทศในกลุ่ม CLMV ซึ่งเป็นการขยายการทำตลาดสินค้าเซฟตี้ โปรดักส์ในต่างประเทศอีกด้วย”