“จุรินทร์” กล่อมอินเดีย จัดทำ ”ฟาสต์แทร็คเลน” ลดปัญหา-เพิ่มการค้า ปลื้มขายสินค้าไทยได้แล้ว1.1พันล้าน
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังหารือกับนายคาลวากุลท์ลา ทารากา รามา เรา รัฐมนตรีบริหารเทศกิจ พัฒนาชุมชนเมือง อุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและพาณิชย์ แห่งรัฐเตลังกานา ที่เมืองไฮเดอราบัด อินเดีย ในวันที่ 18 มกราคม ซึ่งเป็นที่2ของการเยือนอินเดีย ว่า มีความเห็นร่วมกันหาลู่ทางทำความตกลงระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับรัฐเตลังกานา เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยมอบหมายปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกงสุลเมืองเจนไน อินเดีย ประสานนักธุรกิจ 2 ฝ่าย ในการกำหนดประเด็นนำไปสู่การส่งเสริมการค้าการลงทุน การนำเข้าและส่งออก โดยใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ขณะนี้อินเดียลดการใช้พลาสติก จึงเป็นโอกาสดีของส่งออกแป้งมันสำปะหลังไทย รวมถึงมีนโยบายให้คนอินเดียทุกคนมีบ้าน รวมถึงไฮเดอราบัด ยังมีการสร้างเฟอร์นิเจอร์ปาร์ค จึงเป็นโอกาสดีต่อธุรกิจรับสร้างบ้าน วัสดุก่อสร้าง และปลิตภัณฑ์จากยางพารา นอกจากนี้อุตสาหกรรมยาอินเดียขนาดใหญ่ เป็นโอกาสดีของส่งออกแป้งมัน
“ กำหนดให้ได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน และใช้ไฮเดอราบัด เป็นต้นแบบความร่วมมือและข้อตกลงพิเศษ เหมือนกับมินิเอฟทีเอ เพื่อให้เกิดการลดอุปสรรคและส่งเสริมการค้าระหว่างกันให้เร็วที่สุด” นายจุรินทร์กล่าว
จากนั้นนายจุรินทร์ ได้เป็นประธานเปิด งานสัมมนาเรื่อง”โอกาสใหม่ทางธุรกิจของอุตสาหกรรมไม้ยางพาราระหว่างไทย-อินเดีย “และกิจกรรมเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างไทย-อินเดีย ที่มีคนอินเดียเข้าร่วมงานกว่า 100 คน ว่า แม้ทั่วโลกเจอปัญหาสงครามการค้าสหรัฐและจีน แต่อินเดียได้รับผลกระทบน้อย และเศรษฐกิจขยายตัวได้ 5% กำลังซื้อเป็นอันดับ3ของโบก รองจากสหรัฐ และจีน มีเป้าเพิ่มขนาดเศรษฐกิจถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงมีนโยบายผลักดันอุตสากรรมต่างๆที่ดีต่อสินค้าไทยที่อินเดียจะนำเข้า เช่น นโยบาย House for all คนอินเดียต้องมีบ้านทุกคน การลดพลาสติกในสินค้าและบริการ เมืองไฮเดอราบัด เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไอทีและอุตสาหกรรมยาของอินเดีย จนได้รับการขนานนามว่า ไซเบอราบัด (Cyberabad) และ จีโนม วัลเลย์ (Genome Valley)
จึงเป็นผลดีต่อส่งออกแป้งมันสำปะหลัง ไม้ยางพารา เป็นต้น. สำหรับการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย ปี 2561 มีมูลค่าการค้า 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งไทยมีการผลิตไม้ยางพารา 120 ล้านลูกบาศก์คิวบิทฟุตต่อปี ไม้พาเลท 4 ล้านตันต่อปี โดยไม้ยางพาราไทยได้จากการเพาะปลูก ไม่ใช่การตัดไม้ทำลายป่า ได้รับมาตรฐาน FSC และ PEFC รวมถึงอุตสาหกรรมไม้ยางพารา อีกทั้งไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากความตกลงร่วมมือเปิดการค้าเสรีอาเซียน -อินเดีย (เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย) จึงเป็นโอกาสดีของไทย เพราะรัฐเตลังกานา กำลังมีนโยบายสำคัญสร้างเฟอร์นิเจอร์ปาร์ค รวมถึงการส่งออกแป้งมันสำปะหลัง เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมยา เป็นต้น

นายจุรินทร์ กล่าวว่า เบื้องต้นในเยือนอินเดียครั้งนี้ได้บรรลุข้อตกลงซื้อขายแล้ว 1,100 ล้านบาท ได้แก่ ไม้ยางพารา 1.1 หมื่นลูกบาศเมตร วงเงิน 100 ล้านบาท แป้งมันสำปะหลัง 3,800 ตัน วงเงิน 80 ล้านบาท กาวผง 1,200 ตัน วงเงิน 60 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง อาหารเคมีภัณฑ์ รวมอีก 805 ล้าบาท รวมถึงเปิดตัวขายสินค้า200 รายการบนเว็บไซต์ Bigbasket.com คาดทำรายได้ต่อปีกว่า 50 ล้านบาท
นายอัครินทร์ วงศ์อภิรัตน์ นักธุรกิจไม้ยางพาราไทย ที่ได้มาร่วมงาน กล่าวว่า ไทยมีช่องทางและโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรมายังอินเดียได้หลายรายการ โดยเฉพาะไม้ยางพารา เนื่องจากอินเดียอยู่ระหว่างกำลังพัฒนาประเทศไปสู่เมืองเฟอร์นิเจอร์ปาร์ค และยกระดับความยากจนของประชากรอินเดียให้มีที่อยู่อาศัยครอบคลุมมากขึ้น เพื่อรองรับนโยบาย House for all คนอินเดียต้องมีบ้านทุกคน จึงเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาของอินเดีย
ดังนั้น กลุ่มธุรกิจไม้ยางพาราที่เดินทางมาร่วมคณะกับกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ มีความใจ จะสามารถเจรจาส่งออกไม้ยางพาราได้เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าให้มูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี โดยที่ผ่านมาไทยส่งออกไม้ยางพาราไปอินเดียได้เพียง 1 %ต่อปี ของภาพรวมการส่งออกไม้ยางพารา ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อย แต่เมื่ออินเดียตั้งเป้าจะผลิกโฉมเพื่อรองรับจำนวนประชากรที่มากขึ้นในอนาคต เอกชนจึงมั่นใจว่าในอีก 3-4 ปี จะส่งออกไม้ยางพาราได้เพิ่มขึ้นได้มากกว่า2%

