ต้นปีที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกของปี 2563 ได้อนุมัติมาตรการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี ตามที่กระทรวงการคลังและอุตสาหกรรมเสนอภายใต้โครงการ “ต่อเสริม เติมทุน เอสเอ็มอี สร้างไทย”
โดยแบ่งการช่วยเหลือ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ต้องการสภาพคล่อง โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะขยายการค้ำประกันเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 40% วงเงิน 60,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ธนาคารออมสินยังดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรระยะที่ 2 วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยขยายระยะเวลาโครงการไปจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2563 พร้อมให้สินเชื่อกลุ่มเอสเอ็มอีที่นอกเหนือจาก 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายอีกด้วย นอกจากนี้ ธนาคารออมสินให้สินเชื่อเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ วงเงิน 50,000 ล้านบาท ให้เอสเอ็มอีกู้เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่เดิม
2.กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ บสย.จะขยายระยะเวลาการค้ำประกันและชะลอมาตรการต่างๆ ที่จะดำเนินการ เพื่อไม่ให้เอสเอ็มอีหยุดชะงักการดำเนินธุรกิจ และ 3.กลุ่มขาดเงินทุนหมุนเวียน โดยกลุ่มนี้มีทั้งธนาคารออมสิน กรุงไทย และเอสเอ็มอีแบงก์ ดูแลร่วมกัน โดยออมสินและกรุงไทย เร่งรัดปล่อยสินเชื่อแล้วให้ บสย.ช่วยค้ำประกัน ขยายวงเงินจาก 50,000 ล้านบาท เป็น 60,000 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อธุรกิจใหม่รายย่อย ซึ่งกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังให้สินเชื่อเอสเอ็มอี รายย่อย วงเงิน 5,000 ล้านบาท ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์ขยายระยะเวลาโครงการ สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนไปจนถึง 18 ธันวาคม 2563
ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังปรับปรุงแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้ธนาคารพาณิชย์ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อให้มีการเร่งติดตามดูแลลูกหนี้เอสเอ็มอี รวมถึงพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้โดยเร็วตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณของการมีปัญหาในการชำระหนี้ หรือในเชิงป้องกันเพื่อให้ลูกหนี้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น ให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ มีผลระหว่าง 1 มกราคม 2563-31 ธันวาคม 2564 หรือระยะ 2 ปี ด้านสรรพากรมีมาตรการภาษีอากรและค่าธรรมเนียม ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการโอนหรือขายทรัพย์สินจาก 2% เหลือ 0.01% สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เป็นต้น
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า มาตรการจากรัฐที่ออกมาครั้งนี้ถือว่าใช้ได้เพราะสินเชื่อคือปัจจัยแรกที่ธุรกิจต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี อย่างการขยายการค้ำประกันเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 40% ก็เป็นเรื่องที่ดี การเจรจาธุรกิจที่มีปัญหา เน้นเจรจามากกว่าฟ้องร้อง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้โอกาสเอสเอ็มอีที่มีความตั้งใจประกอบธุรกิจเพียงแต่ติดปัญหา หรือเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด
อย่างไรก็ตาม ในมุมของ “สุพันธุ์” ยังมองว่าไม่เพียงพอ ดังนั้นในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส.อ.ท. และสมาคมธนาคารไทย นัดล่าสุดเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีการเรียกร้องให้ภาครัฐออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเสนอให้ภาครัฐดำเนินการ 4 เรื่อง
ได้แก่ 1.ลดค่าใช้จ่าย คือลดค่าไฟให้เฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และบ้านพักอาศัย ลงมา 5% เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจทั้งหมด มีการเร่งรัดการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้รวดเร็วภายในเวลา 30 วัน ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรใหม่เพื่อการผลิตซึ่งประเทศไทยผลิตเองไม่ได้ลงเหลือ 0% เป็นระยะเวลา 1 ปี ลดการจ่ายเงินประกันสังคมของผู้ประกันสังคม ทั้งลูกจ้างและนายจ้างลง 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ และพิจารณาลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท ให้เป็น 0.01% เป็นระยะเวลา 1 ปี
2.เสนอให้มีการขุดบ่อกักเก็บน้ำในรูปแบบของแก้มลิงในแต่ละหมู่บ้าน (ประมาณ 70,000 หมู่บ้าน) เพื่อช่วยแก้วิกฤตภัยแล้งในระยะยาว โดยใช้แรงงานในท้องถิ่น ทั้งนี้ หากภาครัฐสามารถจัดสรรพื้นที่ราชพัสดุที่เหมาะสมในการขุดบ่อได้ก็จะช่วยลดเวลาในการเวนคืนได้มาก
3.แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคนอกเหนือจากอีอีซี เช่น ภาคเหนือ (เอ็นอีซี) จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พัฒนาครีเอทีฟ อีโคโนมีใน (เอ็นอีอีซี) และภาคใต้ พัฒนาศูนย์กลางการท่องเที่ยว อาหาร และโลจิสติกส์ (เอสอีซี) รวมถึงอุตสาหกรรมฮาลาล เป็นต้น และ 4.ให้ กกร.เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้คล่องตัวมากขึ้น และสนับสนุนสินค้าไทยมากขึ้น
“ประเด็นเรื่องค่าไฟ ประกันสังคม ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรและลดค่าธรรมเนียมการโอน จดจำนองอสังหาริมทรัพย์นั้น เพราะมาตรการเหล่านี้ จะเป็นมาตรการที่ช่วยลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้โดยตรง ผลประโยชน์เกิดทันทีและวงกว้าง เพราะกว่างบประมาณ 2563 จะเรียบร้อยก็ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2563 และกว่าจะมีการจัดซื้อจัดจ้างเงินเข้าระบบก็ประมาณกลางปี 2563 ช่วงระหว่างนี้รัฐต้องออกมาตรการดูแลเอสเอ็มอีก่อนจะได้รับผลกระทบรุนแรงไปกว่านี้ ส่วนมาตรการเติมทุนเอสเอ็มอีไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ต้องใช้เวลาและอาจไม่ทั่วถึง จึงอยากเรียกร้องให้ทำควบคู่กัน” สุพันธุ์ระบุ
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจคืองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่กำลังจะออกมาบังคับใช้ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าใช้งบประมาณภายในไตรมาสแรก 1 ล้านล้านบาท หวังช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไม่ให้ดำดิ่งมากไปกว่านี้

