ตลท.แนะนักลงทุนบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อลดความสูญเสียในช่วงตลาดผันผวน
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สำหรับการลงทุนในสถานการณ์ปัจจุบัน นักลงทุนควรจะมีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่มีความผันผวน ทั้งปัจจัยความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในประเทศและนอกประเทศ ซึ่งหากมีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม เวลาเกิดความผันผวนของสถานการณ์ที่ส่งผลต่อสินทรัพย์ที่ลงทุนไปนั้น จะได้มีสินทรัพย์อื่นมารองรับได้ แต่หากไม่กระจายความเสี่ยงและลงทุนในสินทรัพย์เดียว อาจจะทำให้เกิดการขาดทุนในสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไป จากสถานการณ์ที่ไม่อาจจะควบคุมได้ รวมถึงควรตั้งวัตถุประสงค์ในการลงทุนต่างๆ ก่อนจะลงทุนในช่วงเวลาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ควรมีที่ปรึกษาก่อนจะทำการลงทุนต่างๆ เพราะที่ปรึกษาการลงทุนจะมีทั้งกลยุทธ์ที่ดี และข้อมูลแต่ละช่วงในการลงทุน และสุดท้ายก่อนจะลงทุนในสินทรัพย์ใดควรมีการไตร่ตรองให้รอบครอบ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับ และวางแผนก่อนลงทุนในสินทรัพย์ให้ชัดเจนที่สุดด้วย
นายภากรกล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการลงทุนในตลาดทุนต่างประเทศ แต่ละอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ที่มีทั้งการกีดกันของการค้าขายระหว่างเทศ สถานการณ์ทางการเมืองของต่างประเทศ รวมถึงนโยบายการเงินของสถาบันการเงินและธนาคารกลางของต่างเทศ เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะบอกถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) และความเติบโตของเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ ว่าสามารถลงทุนในสินทรัพย์ของประเทศต่างๆ ได้มากหรือน้อยเพียงใด โดยหากมองมายังตลาดทุนไทย นักลงทุนต้องศึกษาผลกระทบที่มาจากต่างประเทศ ก่อนที่จะลงทุนในตลาดทุนไทยว่า อุตสาหกรรมของไทยประเภทใดที่จะได้รับผลประทบจากความขัดแย้งต่างๆ และอุตสาหกรรมใดที่ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์เหล่านั้น เพราะจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนมากว่า ช่วงเวลาใดที่จะสามารถลงทุนได้หรือไม่ได้ เนื่องจากในบางช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์และส่งผลต่อบริษัทจดทะเบียนไทย ทำให้ราคาหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูง และราคาหุ้นที่ได้รับผลกระทบในช่วงนั้นราคาไม่แพง จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนที่ดี ในการมีหุ้นที่มีความเติบโตสูงอยู่ในพอร์ต เพราะมองว่ามีโอกาสและสามารถทำกำไรในช่วงที่มีวิกฤตอยู่
“ในช่วงที่เกิดวิกฤตต่างๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถในการต้านทานของตลาดทุนไทยก็มีมากขึ้นเช่นกัน โดยตลาดทุนไทยมีมูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทจดทะเบียนที่ใหญ่ขึ้น มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนมีความหลากหลายในการลงทุนในตลาดทุนไทยมากขึ้น สำหรับทิศทางเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) แม้ว่าจะมีการขายสุทธิต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่ต้องเปรียบเทียบกันว่า ตลาดทุนไทยในปัจจุบันกับตลาดหุ้นไทยในอดีตต่างกันอย่างไร เพราะจะเห็นว่าแม้นักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิหลายล้านบาท แต่ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงไม่มากเหมือนอดีต ปริมาณการซื้อขายมีเท่าเดิม มูลค่าตามราคาของตลาดก็ยังสามารถเติบโตได้ โดยสาเหตุมาจากมูลค่าตามราคาของตลาดในปัจจุบันเพิ่มขึ้นกว่า 17 ล้านล้านบาท จากปี 2557 ที่มีเพียง 12 ล้านล้านบาท ปริมาณการซื้อขายปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่ง 2 ส่วนนี้ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีมากนัก แม้ปี 2562 ต่างชาติจะขายสุทธิไปจำนวนมากก็ตาม เพราะความลึกและความกว้างของตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปเยอะมาก รวมถึงสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติยังอนู่ที่ 30% ไม่แตกต่างจากปี 2557 มากนัก ทั้งที่มีการขายสุทธิสูงมาก”นายภากรกล่าว
นายภากรกล่าวว่า ขณะนี้ได้ปรับเป้าหมายมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาหลักทรัพย์ ว่าจะไม่ถึงเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 150% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยชะลอตัว และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยโตลดลง จากในอดีตที่โตเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% ส่วนแผนการดำเนินงานของปี 2563 จะเน้นกลยุทธ์ใน 3 ด้าน คือ 1.เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะปรับรูปแบบการทำงานและขยายธุรกิจ สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและมุ่งลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการและกฎเกณฑ์ต่างๆ และการให้บริการในรูปแบบวันสต๊อบเซอร์วิส แก่บริษัทจดทะเบียน รวมทั้งนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงความต้องการ 2.การเติบโตด้วยการสร้างโอกาสใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะมุ่งเน้นความเชื่อมโยงกับตลาดทุนในกลุ่มซีแอลเอ็มวี รวมทั้งการขยายโอกาสในการระดมทุนของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) และสตาร์ตอัพด้วย 3.เติบโตไปด้วยกันกับผู้ร่วมตลาดและสังคมอย่างยั่งยืน โดยปรับปรุงกฎเกณฑ์การดำเนินธุรกิจให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น และการคุ้มครองผู้ลงทุน พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ผู้ร่วมตลาดได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ลดต้นทุนการทำธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมปรับแนวทางการพัฒนาความรู้ของการออม และการลงทุนภาคประชาชน รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในทุกมิติด้วย

