นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 คณะผู้แทนจากคณะกรรมาธิการสภาครองเกส และตัวแทนจากสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบ ภายหลังเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก่อนหน้านี้
นายฐากร กล่าวว่า วาระการหารือดังกล่าว เป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ไทยและสหรัฐอเมริกามีต่อกันยาวนาน 200 ปี โดยมีการหารือร่วมกันถึงการเปิดประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับ 5G ของไทยช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และแผนการพัฒนาประเทศด้านโทรคมนาคม เนื่องจากประเทศไทยมียอดผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และมีอัตราการเติบโตของคอนเทนต์ที่ก้าวกระโดด
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในการหารือกัน คือ การจัดเก็บรายได้ (ไม่ใช่ภาษี) จากผู้ให้บริการโอเวอร์ เดอะ ท๊อป (โอทีที) ที่นำเอาคอนเทนต์มาวิ่งบนโครงข่าย (แบนด์วิธ) ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ซึ่งที่ผ่านมา กสทช. ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการรายใหญ่ทั้ง 4 ราย ได้แก่ เฟซบุ๊ค ยูทูป กูเกิ้ล และเน็ตฟลิกซ์ เท่าที่ควร แม้จะมีการประชุมเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง แต่ทั้ง 4 บริษัท ได้ส่งผู้เข้าร่วมประชุมที่ไม่ใช่ระดับบริหารที่สามารถตัดสินใจได้ โดยในวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2563 จะมีการประชุมเรื่องดังกล่าว จึงอยากให้รัฐบาลสหรัฐกำชับให้บริษัทดังกล่าว ส่งผู้บริหารระดับสูงเข้าหารือร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม นายฐากร เคยระบุว่า ปัญหาโอทีที ที่ผ่านมาในการประชุมผู้นำองค์กรกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน หรือการประชุมอาเซียน เทเลคอมมูนิเคชั่น เร็กกูเลเตอร์ เคานซิล (เอทีอาร์ซี) ได้มีมติร่วมกันในหลักการจากประเทศเพื่อนสมาชิก 10 ประเทศ ในการจัดเก็บรายได้ (ไม่ใช่ภาษี) จากโอทีทีตามที่มีการเสนอแนวทางในการจัดเก็บไป 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อค่าบริการของประชาชน 2.ต้องมีรายได้เข้าประเทศ และ 3.ขอให้โอทีทีให้ความร่วมมือ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ดี ตัวแทนจากสิงคโปร์และมาเลเซียได้กล่าวในที่ประชุมว่าการเก็บรายได้จากโอทีทีของประเทศเขานั้น จะกำหนดเป็นการเก็บรายได้จากการดำเนินการและเก็บภาษีเลย เพราะมีผู้ให้บริการโอทีทีมาตั้งสำนักงานใหญ่อยู่หลายบริษัท ซึ่งรูปแบบเป็นภาษีนิติบุคคล

