‘เอไอเอส’​ จับมือ ‘เอสซีจี-ม.อ.’​ พัฒนา​รถโฟล์คลิฟท์ ขับเคลื่อนระยะไกลบนเครือข่าย 5G

24.01.20 | 13:27 น.

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ​เอไอเอส​ เปิดเผยในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ในการใช้ 5G เน็ตเวิร์ก ในโครงการต่างๆ ว่า ความร่วมมือนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างเอไอเอส บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการทดสอบ 5G ในภาคอุตสาหกรรมในสภาพแวดล้อมจริง ซึ่งได้ร่วมคิดค้นและพัฒนาโซลูชั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตด้วย 5G บนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เม​กะ​เฮิรตซ์​ โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นครั้งแรก​ของรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส)​ ที่สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้จริงในอนาคต

นายวสิษฐ์ กล่าวว่า ทั้งนี้​ ได้ร่วมกันพัฒนา​รถโฟล์คลิฟท์ ขับเคลื่อนระยะไกลด้วยเครือข่าย​ 5G และได้สาธิตการบังคับรถยก จากกรุงเทพฯ – สระบุรี รวมระยะทาง 130 กิโลเมตร​ เป็นครั้งแรกในภาคอุตสาหกรรมไทย จึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่า 5G จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การพัฒนานวัตกรรม 5G ยังมีองค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ อีกหลายด้าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อาทิ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันในเวทีโลก อีกทั้ง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น

นายอรรถพงศ์ สถิตมโนธรรม ผู้อำนวยการ โครงการระบบอัตโนมัติและอุตสาหกรรม 4.0 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี กล่าว​ว่า สำหรับโครงการการพัฒนารถโฟล์คลิฟท์ขับเคลื่อนระยะไกลด้วยเครือข่าย 5G เริ่มดำเนินการเป็นแห่งแรกที่โรงงานผลิตถุงบรรจุ​ปูนซีเมนต์​ของเอสซีจี ใน จ.สระบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิต 200,000 ใบต่อวัน โดยใช้ในการเคลื่อนย้ายทั้งวัตถุดิบและสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวก และสามารถควบคุมในการเคลื่อนย้ายวัสดุได้ง่าย ซึ่งจะตอบโจทย์ในการมีผลิตผลที่มากขึ้นเพราะพนักงานสามารถควบคุมรถจากที่ใดก็ได้

Advertisement

นายอรรถพงศ์ กล่าวว่า ส่วนทิศทางของเอสซีจีในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้เสริมขีดความสามารถของธุรกิจนั้น เป็นไปได้ทั้งการเพิ่มความปลอดภัยในงานที่มีความเสี่ยง อาทิ การทำงานของเครื่องจักรบริเวณเหมืองและเตาเผาปูนซีเมนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การเพิ่มความเร็วในส่งผ่านข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงงานในหลากหลายพื้นที่มายังศูนย์ควบคุมส่วนกลาง เพื่อให้บริหารจัดการข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และการเสริมประสิทธิภาพให้ธุรกิจโลจิสติกส์ การตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น เช่น การเสริมประสิทธิภาพของอินเตอร์​เน็ต​ ออฟ ธิงส์ (ไอโอที)​ ในบ้าน ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยในการอยู่อาศัย รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร