สินค้าเพื่อความงาม-สุขอนามัยในอินเดียบูม พาณิชย์ลุยเปิดตลาดทุกช่องทาง

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้รับรายงานแนวโน้มตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและสุขอนามัยในตลาดอินเดีย จากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครมุมไบ อินเดีย โดยพบว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสในการขยายตลาดในอินเดียเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มขึ้นตามวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงอินเดีย ที่ออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น กำลังซื้อของคนชั้นกลางที่มีสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อความงามสูงขึ้น และยังมีการส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์ การขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกเข้าไปยังเมืองรองต่างๆทำให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้และหาซื้อสินค้าได้ง่าย ทำให้ตลาดขยายตัว โดยปัจจุบันมีมูลค่ารวม 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นปีละ 6.7% คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17.06% ต่อไป

นายสมเด็จ กล่าวว่า ข้อมูลจากสมาคมหอการค้าแห่งอินเดีย ประเมินว่า สินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง ได้แก่ น้ำยาล้างหน้าที่ช่วยป้องกัน รักษาสิว ครีมลดริ้วรอย จุดด่างดำ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย ผลิตภัณฑ์ดูแลสภาพผิว เป็นต้น ส่วนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เป็นที่นิยม ต้องมีสรรพคุณด้านความชุ่มชื้น ลดริ้วรอย เพิ่มความสว่างใส ป้องกัน UV และผลกระทบจากมลพิษ ผลิตภัณฑ์บำรุงผม ต้องมีสรรพคุณนุ่มลื่น เงางาม ลดการหลุดร่วง และหวี ต้องลดการชี้ฟู ขณะที่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยภายใน เช่น น้ำยาป้วนปาก ผ้าอนามัย น้ำยาทำความสะอาดสำหรับผู้หญิง มีความต้องการเพิ่มขึ้น และเน้นสินค้าวัตถุดิบจากธรรมชาติ

นายสมเด็จ กล่าวว่า สำหรับการส่งออกเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิวไปอินเดีย ช่วง 11 เดือนปี 2562 มีมูลค่า 110.20 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 70.81% แบ่งเป็นเครื่องสำอาง เครื่องหอม และสบู่ 98.14 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 89% ของมูลค่าส่งออกรวม เพิ่มขึ้น 75.38% และวัตถุดิบขั้นกลางเพื่อใช้สำหรับผลิตเครื่องสำอาง 12.07 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.94% โดยกลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง มีการเติบโตสูง สินค้าที่อินเดียนำเข้าจากไทยมากสุด คือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าหรือบำรุงผิว หัวน้ำหอมและน้ำหอม ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ดับกลิ่นตัวและที่โกนหนวด สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปาก เป็นต้น

“จากแนวโน้มการขยายตัวของสินค้าความงามและสุขอนามัยในตลาดอินเดีย กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ในอินเดีย เร่งหาทางขยายตลาดเพื่อผลักดันสินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดให้ได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านช่องทางการส่งออกปกติ การประสานติดต่อกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก รวมถึงผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ และให้เน้นหาทางเจาะขยายเข้าสู่ตลาดในเมืองรองของอินเดียให้ได้เพิ่มขึ้นด้วย”นายสมเด็จ กล่าว

Advertisement

น.ส.สุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครมุมไบ กล่าวว่า สำนักงานได้ทำการศึกษาตลาด พบว่า กลุ่มที่มีโอกาสเจาะได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากกลุ่มสตรี คนชั้นกลาง ก็คือ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มผู้ชาย ผู้สูงอายุ และผลิตภัณฑ์ฮาลาลสำหรับชาวมุสลิม โดยการเข้าสู่ตลาดระยะแรกอาจต้องออกผลิตภัณฑ์ขนาดทดลอง ขนาดเล็ก เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ และต้องใช้วิธีลดราคา มีของแถม เพื่อสร้างแรงจูงใจ และราคาควรจะแข่งขันได้ เพราะผู้บริโภคอินเดียมีความอ่อนไหวด้านราคาสูง

น.ส.สุพัตรา กล่าวว่า ส่วนช่องทางการเข้าสู่ตลาด ในระยะสั้น สามารถทำการส่งเสริมการขายสินค้าเพื่อความงามและสุขอนามัยผ่านทางนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย โดยจัดหาพื้นที่ทำเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้า และมีบริการบำรุงรักษาผิวเพื่อให้ทดลอง ส่วนผู้ที่จะทำการส่งออก ต้องติดต่อผู้นำเข้า พัฒนาสินค้าตามที่ตลาดต้องการ ผลิตให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ และควรไปร่วมงานแสดงสินค้าในอินเดียที่เกี่ยวกับความงาม และช่องทางออนไลน์ เบื้องต้นควรจะเสนอขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าทั่วไปอย่าง Flipkart และ Amazon ที่สามารถเข้าถึงตลาดระดับโลกได้พร้อมกัน แต่ถ้าต้องการเข้าสู่แพลตฟอร์มของอินเดียที่คนท้องถิ่นคุ้นเคย เช่น Nykaa , NewU และ Purplle ที่เน้นงานสินค้าเพื่อความงามและสุขอนามัย ต้องเข้าไปจดทะเบียนธุรกิจในอินเดีย ก่อนทำบัตรประจำตัว เปิดบัญชีธนาคาร และนำเลขบัญชีไปใช้ในการจดทะเบียนธุรกิจเพื่อให้สามารถขายสินค้าได้ นอกจากนี้ อาจจะใช้วิธีการเข้าไปร่วมทุนผลิตสินค้าในอินเดีย โดยผสมผสานวัตถุดิบที่เป็นจุดเด่นของไทยและอินเดียเข้าด้วยกัน เพื่อทำตลาด รวมถึงเข้าไปลงทุนทำธุรกิจสปาและเสริมความงาม โดยอาจเริ่มธุรกิจในเขตเมืองรองของอินเดียที่มีคนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติมาก หรือเข้าไปเป็นพันธมิตรกับโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวของอินเดีย เพื่อสร้างการรับรู้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image