LPN วางยุทธศาสตร์ปี 2563 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งประสิทธิภาพในการทำกำไร เร่งระบายคอนโดฯสร้างเสร็จ 10,000 ลบ.ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ออกให้ได้กว่า 50% ของมูลค่า ขยายฐานรายได้ประจำเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ลด D/E ไม่เกิน 1;1 เท่า เปิดแผนพัฒนาโครงการ ชู”กลยุทธ์เข้าซอย” รับราคาขายคอนโดฯกับกำลังซื้อ เพิ่มพอร์ตแนวราบ
นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN กล่าวว่า ตลาดรวมอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 เผชิญกับภาวะชะลอตัว จากสภาพเศรษฐกิจและมาตรการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และมาตรการเรื่องการกำหนดสัดส่วนภาระหนี้(DSR) ที่ธปท.จะประกาศใช้ในปีนี้ ส่งผลให้สถาบันการเงินงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยประมาณว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะติดลบประมาณ 3% ตามทิศทางของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 2.5 – 3 % ในปี 2563
นายโอภาสกล่าวว่า สำหรับทิศทางธุรกิจของบริษัทในปีนี้ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยให้ความสำคัญใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เช่น การนำเอาคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จมาปล่อยเช่า เพื่อสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่ รวมทั้งการเร่งการขายและโอนโครงการที่สร้างเสร็จที่มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท หรือมีจำนวนประมาณ 3,300 ยูนิตโดยประมาณว่าจะเร่งระบายสินค้าในกลุ่มนี้ได้ไม่น้อยกว่า 50 %ของมูลค่าที่มีอยู่ การขยายฐานรายได้ประจำ จากธุรกิจบริการ ผ่านบริษัทในเครือ โดยตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 20 % ในปี 2563 ปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวมีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 44,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 10 %ต่อปี ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจนี้ที่จะสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มเป็น 10 %ของรายได้รวมในปีนี้
“ส่วนการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน บริหารสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ไม่เกิน 1:1 พร้อมบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน โดยมีต้นทุนดอกเบี้ยอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่า 3 % ลดลงจาก 4 %เป็นผลมาจากการจัดเครดิตเรทติ้งของบริษัทที่อยู่ที่ A- โดยทริสเรสติ้ง ซึ่งสะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่มีความมั่นคง
นอกจากนี้ วางงบซื้อที่ดิน 4,000 ล้านบาท เน้นกลยุทธ์ในการซื้อที่ดินที่เรียกว่า “กลยุทธ์เข้าซอย” เลือกซื้อที่ดินที่อยู่ในซอยแต่ไม่ไกลจากถนนใหญ่หรือแนวรถไฟฟ้ามากนัก เพื่อให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการมีระดับราคาที่ไม่สูงเกินไป และสามารถสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด และตอบโจทย์กับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน โดยในปี 2563 บริษัทมีแผนเปิด 10 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 12,000 – 13,000 ล้านบาท”นายโอภาสกล่าว

