หน้าแรก เศรษฐกิจ คลังหั่นเป้าจ...

คลังหั่นเป้าจีดีพีปี’63 เหลือ 2.8% ชี้ไวรัสโคโรนานักท่องเที่ยวหด 4 แสนคน ลุ้นงบ 63 ล่าช้าแค่ 2 ด.

29.01.20 | 12:40 น.
นายลวรณ แสงสนิท

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 และ 2563 จากเคยคาดการณ์ไว้เดิมเมื่อเดือนตุลาคม โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ขยายตัว 2.8% ลดลงจากเดิม คาดว่าจะขยายตัว 3.3% ส่วนในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัว 2.5% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.8% ส่วนการส่งออกในปี 2563 คาดว่าจะขยายตัว 1%  จากเดิมเคยคาดว่าขยายตัว 2.6% ส่วนในปี 2562  ติดลบ 3.2% ติดลบสูงกว่าเดิมคาดว่าจะติดลบ 2.5% นายลวรณกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา  คาดว่าทำให้ทั้งปีนักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 4 แสนราย ซึ่ง สศค.คาดการณ์ว่าเรื่องไวรัสโคโรนาจะจบใน 3 เดือน ส่วนปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณคาดว่าล่าช้ากว่าเดิม 2 เดือนจากสิ้นปีมกราคม เป็นสิ้นเดือนมีนาคม “กระทรวงการคลังพร้อมออกมาดูแลเศรษฐกิจในประเทศ ก่อนหน้านี้มีมาตรการกระตุ้นลงทุนเอกชน คาดว่าทำให้มีเม็ดเงิน 1.1 แสนล้าน จะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจ 0.25% หลังจากนี้จะมีการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคชิมช้อปใช้ 4 เพิ่มเติม” นายลวรณกล่าว และกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2562 และปี 2563 ซะลอลงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.1% จากปัจจัยอุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอตัวลงเป็นสำคัญ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอตัวลงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าตามระบบศุลกากรในรูปเงินเหรียญสหรัฐในปี 2562 หดตัวลงที่ -2.7% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทยในปี 2562 มี 39.8% ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.2% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายระยะเวลามาตรการยกเลิกค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ ด่นตรวจคนเข้าเมือง (VOA) สำหรับการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 โดยเฉพาะโครงการชิมช้อปใช้ ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชน ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2562 อยู่ที่ 0.7% ปรับตัวลดลงจากปีก่อนตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลง นายลวรณกล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ได้รับผลดีจากการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศปี 2563 นอกจากนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงโครงการร่วมลงทุนของภาครัฐและเอกชน (PPP) ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้น ประกอบกับภาคส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป นายลวรณกล่าวว่า จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ และแนวโน้มการเติบโตของปริมาณการค้าโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐและภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2563 จะอยู่ที่ 0.8% (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 0.3 – 1.3%) ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ “ในปีนี้มีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจจีน ความคืบหน้าในการเจรจาการคระหว่างสหรัฐ และจีน การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) การดำเนินโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่จะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ ปี 2563” นายลวรณกล่าว