นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ เดือนธันวาคม 2562 มีจำนวน 3,158 ราย ลดลง 23% ซึ่งเป็นปกติของทุกปีที่ช่วงปลายปี ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม ไม่ค่อยมีบริษัทจดตั้งใหม่ เพราะไม่อยากที่จะส่งงบการเงิน เลยรอไปจดทะเบียนช่วงต้นปีแทน ส่วนทุนจดทะเบียนมีมูลค่า 21,451 ล้านบาท ลดลง 45% โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ยังคงเป็นก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 5,666 ราย เพิ่มขึ้น 3% ซึ่งตัวเลขจะสวนทางกับการตั้งใหม่ที่ลดลง แต่เหตุผลเหมือนกัน เพราะคนที่เลิกบริษัท ไม่อยากที่จะเสียค่าทำบัญชี สอบบัญชีและส่งงบการเงิน ส่วนทุนจดทะเบียน มีมูลค่า 21,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% โดยธุรกิจเลิก 3 อันดับแรกเหมือนกับธุรกิจตั้งใหม่
นางโสรดา กล่าวว่า สำหรับยอดรวมการจดตั้งใหม่ปี 2562 มีจำนวน 71,485 ราย ลดลง 1% จากปี 2561 แต่ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังเป็นยอดที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากปี 2560 ที่ทำได้ 74,517 ราย และปี 2561 ที่ทำได้ 72,109 ราย โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 327,464 ล้านบาท และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 22,129 ราย เพิ่มขึ้น 2% มีทุนจดทะเบียนรวม 112,097 ล้านบาท
“เป็นที่น่าสังเกตว่า การจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ภาพรวมทั้งปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มการตั้งบริษัทใหม่ในส่วนภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาค และรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองรองต่างๆ ทำให้สัดส่วนการตั้งบริษัทใหม่เพิ่มเป็น 68% จากเดิม 64% และในกรุงเทพฯ ลดเหลือ 32% จากเดิม 36% ” นางโสรดา กล่าว
นางโสรดา กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ปี 2563 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายทั้งปี 7.1-7.3 หมื่นราย แต่ต้องพิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆ ตลอดทั้งปีด้วย ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เพราะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของจำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ส่วนในระยะสั้น ต้องจับตาเรื่องของปัญหางบประมาณปี 2563 ที่ยังมีปัญหา เพราะมองในหลักเศรษฐศาสตร์ การลงทุนภาครัฐ ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งต่อระบบเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่หากงบประมาณล่าช้า จะกระทบต่อเนื่อง ทำให้มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพื่อรองรับงานต่างๆลดลงตามไปด้วย
