‘กฟผ.’รับนโยบาย’สนธิรัตน์’จ่อชงแผนนำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อเปิดประมูลนำเข้าล็อตใหม่(รอบที่3) ป้อน 3 โรงไฟฟ้าปริมาณต่ำกว่าล้านตัน หลังพบราคาตลาดโลกรูดต่ำเหลือเพียง 4 เหรียญฯต่อล้านบีทียู แถมบาทแข็งจังหวะดีช่วยค่าไฟถูกลง คาดนำเข้าครึ่งปีหลัง
นายธวัชชัย จักรไพศาล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมอบหมายให้กฟผ.และ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ศึกษาแนวทางการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ในช่วงจังหวะที่ราคาตลาดโลกลดต่ำและไม่ให้กระทบต่อสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติหลัก หรือ โกบอล ดีซีคิว ว่า กฟผ.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนนำเข้าเพื่อเสนอกระทรวงพลังงาน เบื้องต้นจะป้อน 3โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ จ.สมุทรปราการ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา คาดจะมีการเปิดประมูลนำเข้าแอลเอ็นจี ล็อตใหม่(รอบที่3)ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 และจะนำเข้าได้ช่วงครึ่งปีหลัง ปริมาณคาดว่าจะไม่ถึง 1 ล้านตัน โดยต้องผ่านขั้นตอนการเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ด้วย
นายธวัชชัย กล่าวว่า การนำเข้าแอลเอ็นจี ขณะนี้มีข้อดีสำคัญ ประกอบด้วย 1.ราคาแอลเอ็นจี ตลาดโลก(อ้างอิงแอลเอ็นจี เจเคเอ็ม สปอต) ล่าสุดเคลื่อนไหวระดับเพียง 4 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู(รวมค่าขนส่ง) ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย(พูล) เฉลี่ย 7 เหรียญฯต่อล้านบีทียู 2.ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเอื้อให้ต้นทุนนำเข้าถูกลงอีก 3.สงวนทรัพยากรก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย 4.จากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามีทิศทางเพิ่มขึ้น ระหว่างวันที่ 1-23 มกราคม 2563 อยู่ที่ 11,940 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 5.94% จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้คาดว่าทั้งปี 2563 ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจะเติบโตราว 4% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่จะเติบโตประมาณ 2% ต้นทุนก๊าซฯที่ต่ำลงจะเป็นประโยชน์กับการใช้พลังงานภาพรวม และ 5.ต้นทุนต่ำจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าถูกลงด้วย
นายธวัธชัย กล่าวถึงความคืบหน้าการลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติหลัก(โกบอล ดีซีคิว) ระหว่าง กฟผ.กับ ปตท.ว่า อยู่ระหว่างจัดส่งร่างสัญญาซื้อขายก๊าซฯให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบความถูกต้อง คาดว่าจะลงนามสัญญาฯกับ ปตท.ช่วงเดือนมถุนายนนี้ ส่วนปริมาณซื้อขายก๊าซฯ ภายใต้สัญญาโกบอล ดีซีคิว จะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ อยู่ในกรอบ 3.5-5 ล้านตันต่อปี อายุสัญญา 10 ปี(ปี2563 –72)จากปัจจุบัน กฟผ. มีความต้องการใช้แอลเอ็นจีเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า 5-6 ล้านตันต่อปี
นายธวัธชัย กล่าวว่า สำหรับการจัดหาก๊าซฯ ป้อนโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี กำลังผลิต 2 ยูนิต รวม 1,400 เมกะวัตต์ ขณะนี้กฟผ.ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีว่าควรจะดำเนินการรูปแบบใด ระหว่าง การจัดสร้างคลังรับ-จ่ายแอลเอ็นจี บนบก และคลังรับ-จ่ายแอลเอ็นจี ลอยน้ำ(เอฟเอสอาร์ยู) รวมถึงการกำหนดพื้นที่ และขนาดเหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปกลางปีนี้ ส่วนปริมาณความต้องการใช้แอลเอ็นจีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


