นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า จากปัญหาการใช้งานฟรีไวไฟตามจุดให้บริการหมู่บ้านละ 1 แห่ง ในโครงการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน ใช้งานได้ไม่เพียงพอ หรือบางพื้นที่ไม่สามารถใช้งานได้นั้น ได้เร่งให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้รับผิดชอบโครงการนี้หาข้อสรุปในการเพิ่มความเร็วของไวไฟ จากเดิมอยู่ที่ 30/10 เมกะบิตต่อจุด เป็น 200/100 เมกะบิตต่อจุด ภายใน 3 เดือน ทั้งนี้ ไม่ควรคิดค่าบำรุงรักษาเพิ่มเติมตามที่ทีโอทีเสนอ และหากทีโอทีไม่สามารถดำเนินการได้ กระทรวงจะเปิดให้เอกชนเข้าประมูลโครงการนี้ไปดำเนินการแทน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงมีแนวคิดให้ทีโอทีติดตั้งไวไฟเพิ่ม 10,000 จุด เพื่อแก้ปัญหาในบางพื้นที่ที่ไวไฟไม่สามารถรองรับปริมาณการใช้งานได้เต็มที่ แต่เมื่อพิจารณาผลงานของทีโอที จากการดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ ภายใต้กระทรวงดีอีเอส และโครงการเน็ตชายขอบ ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ติดปัญหาอยู่ จึงไม่อาจวางใจ้ให้ทีโอทีดำเนินโครงการต่อได้ ขณะที่ มีบางฝ่ายเปิดเผยข้อมูลว่า โครงการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน ที่ระบุว่าช่วยประหยัดงบประมาณรัฐที่จัดสรรมาทั้งสิ้น 13,000 ล้านบาท แต่ใช้งบประมาณไปเพียง 10,000 ล้านบาทนั้น ก็เป็นตัวเลขที่เกินจริง เพราะต้นทุนอยู่ที่ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น
“นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดีอีเอส เป็นประธานในการตรวสอบการดำเนินโครงการเน็ตชายขอบระหว่างทีโอทีและกสทช. ที่มีปัญหาไม่สามารถตรวจรับงานได้ อย่างใกล้ชิด” นายพุทธิพงษ์ กล่าว
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ยังได้ตั้งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีทีโอทีทำสัญญากับกระทรวงดีอีเอส ในการทำบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ความเร็ว 100/50 เมกะบิต จำนวน 10,000 จุด ตามศูนย์ดิจิทัลชุมชน ด้วยการเช่าใช้บริการแห่งละ 3,500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน ในโครงการบริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะสู่ชุมชน งบประมาณ 2 ล้านบาท ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) แต่ไม่สามารถเซ็นการจ่ายเงินได้ เนื่องจากพบว่ามีสัญญาอยู่ 2 ฉบับที่ไม่เหมือนกัน
โดยสัญญาแรกที่ให้ทีโอทีดำเนินการ มีการกำหนดสเปคของอุปกรณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ทีโอทีขอเปลี่ยนสเปคเป็นอีกแบบซึ่งไม่ตรงกับสัญญา โดยอ้างว่าเป็นสเปคที่ดีกว่า กระทรวงจึงไม่คัดค้านเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ดีกว่า และมีราคาแพงกว่า แต่อยู่ในงบประมาณเดิม ดังนั้น กระทรวงจึงนำสัญญาการแก้ไขสเปคตามที่ทีโอทีเสนอส่งอัยการสูงสุดเพื่อตีความ และเห็นชอบว่าทำได้ ส่งกลับให้ สดช. ว่าจ้างทีโอทีดำเนินการได้
แต่เมื่อดำเนินการแล้ว พบว่า มีสัญญาอีกหนึ่งฉบับที่มีการแก้ไขระยะเวลาโครงการซึ่งไม่ตรงกับสัญญาที่ส่งให้อัยการสูงสุดตีความ สอดแทรกเข้ามาให้กระทรวงเซ็นรับงาน เพื่อให้ตรงกับระยะเวลาที่ทีโอทีดำเนินการไปก่อนหน้าที่จะมีการเซ็นสัญญา โดยมีลายเซ็นของผู้บริหาร สดช.ในยุคนั้น คือ นางปิยะนุช วุฒิสอน เลขาธิการ สดช. ทำให้กระทรวงไม่สามารถเซ็นรับงานได้จนกว่าจะตรวจสอบหาความจริงก่อน ซึ่งหากไม่ตั้งกรรมการสอบ ตนเองจะมีความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


