หน้าแรก เศรษฐกิจ เดินหน้าเก็บต...

เดินหน้าเก็บต๋ง ‘โอทีที’ หมดเวลา ‘เสือนอนกิน’

31.01.20 | 13:09 น.

ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศ (ไอไอจี) รายงานปริมาณทราฟฟิกของผู้ให้บริการโอเวอร์ เดอะ ท๊อป (โอทีที) พบว่า ปี 2561 ประเทศไทยมีการใช้งานเฟซบุ๊ก 61 ล้านบัญชี โดยมีการใช้งาน 655 ล้านครั้งต่อเดือน ถัดมาคือ ยูทูบ 60 ล้านบัญชี มีการใช้งาน 409 ล้านครั้งต่อเดือน และไลน์ 55 ล้านบัญชี มีใช้งาน 125 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการใช้งานดาต้าของไทย เมื่อปี 2557 อยู่ที่ 494,194 เทราไบต์ แต่ในปี 2561 มีการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 5,809,365 เทราไบต์
และคาดการณ์ว่า จะเพิ่มเป็น 200 ล้านล้านเทราไบต์ เมื่อเปิดให้บริการ 5G อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ปริมาณการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น พบว่ากว่า 10 เท่าใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ส่งผลให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ต้องใช้เงินลงทุนในการขยายโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประเมินว่า ช่วงปีแรก (มีนาคม-ธันวาคม 2563) จะเกิดการลงทุนในการขยายโครงข่ายเพื่อรองรับ 5G อย่างน้อย 100,000 ล้านบาท จากการลงทุนวางโครงข่ายของผู้ชนะการประมูล 3-4 ราย รายละประมาณ 10,000-30,000 ล้านบาทในช่วงเริ่มต้น

การลงทุนโครงข่ายในมูลค่าสูงและการใช้งานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ผู้ให้บริการโอทีที ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริการจากต่างประเทศกลับมีลักษณะคล้ายเสือนอนกิน มีรายได้จากค่าโฆษณามหาศาลโดยไม่ต้องเสียค่าโครงข่ายแต่อย่างใด

ผลการสำรวจมูลค่าเม็ดเงินลงทุนผ่านสื่อดิจิทัลของสมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปี 2561 พบการใช้จ่ายผ่านสื่อดิจิทัลมีมูลค่าสูงถึง 17,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 36% จากมูลค่า 12,400 ล้านบาท ในปี 2560 สำนักงาน กสทช.จึงพยายามคิดโมเดลเพื่อจัดเก็บค่าใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดิน และหวังว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระโอเปอเรเตอร์ในการลงทุน โอทีทีที่ให้บริการเชิงทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ควรถูกจัดการจัดเก็บแบบอัตราก้าวหน้าก่อนอื่นมาเข้าใจกันก่อนถึงความหมาย “โอทีที”

Advertisement

อธิบายง่ายก็คือ เป็นบริการประเภทหนึ่งที่ทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ หรือเนื้อหาต่างๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องเสียค่าบริการให้ผู้ให้บริการเหมือนการบริการช่องทีวีแบบเก่า หรือแบบจ่ายเงินรายเดือน (เพย์ทีวี) เพื่อรับชมความบันเทิงผ่านทีวีดาวเทียม ผู้ให้บริการโอทีทีเหล่านี้จะมีรายได้จากเก็บค่าบริการ หรือการโฆษณาบนแพลตฟอร์มของตนเอง เช่น Facebook และ YouTube ซึ่งในขณะนี้เม็ดเงินจากการโฆษณาพุ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อเสนอรูปแบบที่จะนำมาใช้ในการเก็บรายได้จากโอทีที มีอาทิ ให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียและผู้ให้บริการโอทีที ต้องมาเปิดบริษัทในประเทศไทย โดยถือหุ้นในอัตรา 51% จากนั้นจึงจะมีการเก็บรายได้ ถัดมาคือจะจัดเก็บรายได้โดยคำนวณจากปริมาณทราฟฟิกที่วิ่งผ่านอินเตอร์เน็ตเกตเวย์

แต่ทั้งสองแนวคิดดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับ เนื่องจากหลายฝ่ายเห็นว่าเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้ยาก ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอในรูปแบบการตั้งเกตเวย์กลางร่วมระหว่างทุกประเทศในอาเซียน เมื่อผู้ใช้บริการต้องชำระค่าบริการให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียหรือผู้ให้บริการโอทีที ก็ให้ชำระผ่านเกตเวย์กลางที่จะทำหน้าที่ในการบันทึกข้อมูล และหักรายได้ที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บ โดยส่วนหนึ่งเป็นรายได้เข้ารัฐของแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแนวทางการเก็บเงินจากโอทีทีเหล่านี้ดูเหมือนไม่คืบหน้าเป็นรูปธรรมนัก มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งดีและไม่ดีอย่างหนาหู กระทั่งในการประชุมผู้นำองค์กรกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน หรือการประชุมอาเซียน เทเลคอมมูนิเคชั่น

เรกูเลเตอร์ เคานซิล (เอทีอาร์ซี) ครั้งที่ 25 เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน ประเทศไทยได้หยิบยกเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุมสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศอีกครั้ง โดยนายฐากรระบุถึงผลการหารือครั้งนั้นว่า การจัดเก็บค่าใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมจากผู้ให้บริการโอทีทีนี้ ไม่ใช่การจัดเก็บในรูปแบบภาษี เพราะ กสทช.ไม่ใช่กรมสรรพาสามิต หรือสรรพากร แต่จะเป็นการกำหนดกรอบกว้าง เพื่อให้แต่ละประเทศลงรายละเอียดที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศเอง

ซึ่งไทยเสนอเงื่อนไขการจัดเก็บ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อค่าบริการของประชาชน 2.นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน และ 3.ขอให้ผู้ให้บริการโอทีทีให้ความร่วมมือปีนี้จะมีการประชุมเอทีอาร์ซีอีกรอบ ระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2563 กสทช.จะตอกย้ำเรื่องการจัดเก็บรายได้จากโอทีทีอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 คณะผู้แทนจากคณะกรรมาธิการสภาคองเกรส และตัวแทนจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบเลขาธิการ กสทช. หารือถึงการเปิดประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับ 5G ของไทยช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และแผนการพัฒนาประเทศด้านโทรคมนาคม เนื่องจากประเทศไทยมียอดผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เลขาธิการ กสทช.สบโอกาสขอความร่วมมือให้รัฐบาลสหรัฐกำชับผู้ให้บริการโอทีที ในการส่งผู้บริหารระดับสูงเพื่อเข้าร่วมการประชุมเอทีอาร์ซีด้วย เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีการประชุมมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

การประชุมเอทีอาร์ซีปีนี้ จะปิดจ๊อบเรื่องนี้ได้หรือไม่ ต้องติดตาม