คิดเห็นแชร์ : สินค้าส่งออกดาวรุ่ง2020 โดย พิมพ์ชนก วอนขอพร

สวัสดีค่ะ ขอขอบคุณ นสพ.มติชน เปิดโอกาสให้มาเล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการค้า ซึ่งวันนี้ขอนำเสนอเรื่อง สินค้าส่งออกดาวรุ่งของประเทศไทย ให้ท่านผู้อ่านนะคะ

หลายท่านคงได้ยินประเด็นที่ว่า การส่งออกไทยในปี 2562 หดตัวที่ร้อยละ 2.65 คิดเป็นมูลค่า 246,245 ล้านเหรียญสหรัฐ มาบ้างแล้วนะคะ ซึ่งการที่การส่งออกของไทยหดตัว เป็นไปตามแนวโน้มของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ต่างก็เห็นตัวเลขส่งออกติดลบเกือบทุกประเทศ สาเหตุสำคัญมีหลายประการ เช่น เศรษฐกิจโลกขยายตัวช้าหรือยังไม่ฟื้นตัวดีในหลายประเทศ ทำให้อุปสงค์หรือความต้องการซื้อสินค้าลดลง อีกสาเหตุที่ซ้ำเติมคือ มาตรการขึ้นภาษีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐและจีน หรือที่เรียกกันว่า สงครามการค้า ที่ทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพในเศรษฐกิจโลก ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัวลงอย่างมาก ในส่วนของประเทศไทยนั้น ในปีที่ผ่านมามีประเด็นเฉพาะที่กดดันให้การส่งออกลดลงในช่วงปลายปีด้วย คือ การปิดโรงกลั่นน้ำมันในประเทศเพื่อซ่อมบำรุงหลายแห่งในช่วงไตรมาสสุดท้าย ทำให้ตัวเลขส่งออกหายไปค่อนข้างมาก เพราะการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ ทั้งน้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รวมกันแล้ว มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของการส่งออกไทยโดยรวม ประกอบกับราคาน้ำมันในโลกลดลงจากปีก่อน ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยลดลงไปด้วย สาเหตุสำคัญสุดท้าย คือ การแข็งค่าของเงินบาท ที่ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในตลาดโลกเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

แต่ท่ามกลางประเด็นความท้าทายหลายอย่างที่คงจะส่งผลกดดันการส่งออกของไทยในปี 2563 ต่อไปนั้น พบว่ามีปัจจัยเชิงบวกอยู่บ้าง คือ การที่ประเทศไทยมีสินค้าส่งออกกลุ่มใหม่ๆ ที่เป็นสินค้าดาวรรุ่ง ที่ช่วยผลักดันให้การส่งออกในปีนี้และปีต่อๆ ไปรักษาระดับไว้ได้ ดาวรุ่งเหล่านี้มีทั้งสินค้าเกษตร/อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม

กลุ่มแรกที่ต้องกล่าวถึง คือ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และอบแห้ง ซึ่งปี 2562 ส่งออกได้ 3,647.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 37 คู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐ และฮ่องกง อย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ทุเรียนไทยเป็นที่นิยมมากในจีน และมีการนำไปแปรรูปเป็นสินค้าใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น เครื่องดื่ม ไอศกรีม คุกกี้ นอกจากทุเรียนแล้ว ยังมีลำไย ลิ้นจี่ มังคุด มะม่วง ขนุน และผลไม้อื่นๆ ที่ส่งออกได้มากเช่นเดียวกัน นอกจากนำไปผลิตเป็นอาหารแล้ว ผลไม้บางอย่างนำไปทำเป็นส่วนประกอบเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวด้วย ถือว่ามีการเพิ่มมูลค่าให้ผลไม้ไทยได้อย่างน่าสนใจ

สินค้าดาวรุ่งอีกกลุ่ม คือ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ส่งออกได้ 3,405.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10 คู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และฟิลิปปินส์ ดังที่กล่าวถึงข้างต้นว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ของไทยทำจากส่วนประกอบของผลไม้บางชนิด นอกจากผลไม้แล้วยังมีสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสินค้าส่งออกดาวรุ่งกลุ่มนี้ด้วย ถือว่าช่วยภาคเกษตรได้อย่างดี แต่โดยรวมแล้ว สินค้าส่งออกประเภทเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิวที่ไม่ได้เน้นจุดขายว่าทำจากสมุนไพรหรือผลไม้มีอีกมาก และขยายตัวมาก ทั้งที่ติดยี่ห้อของไทยเอง หรือที่รับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ต่างประเทศค่ะ

สินค้ากลุ่มถัดไปคือ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ส่งออกได้ 2,252.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 11 คู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐ จีน และเมียนมา สินค้ากลุ่มนี้มีการขยายตัวมาอย่างต่อเนื่องเกิน 5 ปีแล้ว โดยเป็นพวกบะหมี่สำเร็จรูปในหลายรูปแบบบรรจุภัณฑ์ ขนมเวเฟอร์ วอฟเฟิลแห้ง ขนมขบเคี้ยว และอาหารสำเร็จรูปต่างๆ ที่เป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะแถวเพื่อนบ้านขยายตัวดีมาก สินค้าดาวรุ่งกลุ่มต่อไป คือ เครื่องดื่ม ส่งออก 2,056.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8 คู่ค้าสำคัญ ได้แก่ กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา สินค้าส่งออกได้มากต่อเนื่อง มีทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม เกลือแร่ เบียร์ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร

นอกจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว สินค้าเกษตรส่งออกที่ขยายตัวได้ดี คือ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง มีมูลค่า 800.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 15 คู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และมาเลเซีย เนื่องจากไทยได้รับโควต้าเพิ่ม และโรงงานในไทยได้รับใบรับรองการผลิตเพื่อส่งออกได้จำนวนเพิ่มขึ้นจากจีน อีกกลุ่มคือ อาหารสัตว์เลี้ยง ส่งออกได้ 1,693.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 4 คู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น และอิตาลี ซึ่งมีมูลค่าสูงพอสมควรเลยทีเดียว

สิ่งที่ดิฉันเห็นว่าน่าสนใจสำหรับการขยายตัวของสินค้าเกษตรอาหารใหม่ๆ หรือที่มีสินค้าเกษตรเป็นส่วนประกอบ คือ แนวโน้มการรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยในหลายประเทศ กำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้สินค้าเหล่านี้ของไทยได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งการนำผักผลไม้สมุนไพรมาเป็นแปรรูปเพื่อบริโภคโดยตรง หรือนำไปเป็นส่วนประกอบวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งมีโอกาสอีกมากที่สินค้าเกษตรและอาหารของไทยจะขยายตัวได้อีกในอนาคต หากมีการแปรรูปสร้างมูลค่า ทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น

สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม ก็มีดาวรุ่งเช่นกัน โดยกลุ่มน่าสนใจคงจะเป็นการส่งออกรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ที่ปี 2562 มีมูลค่า 2,534.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 20 คู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น โดยเฉพาะจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ได้รับความนิยมในภูมิภาคมาก การส่งออกขยายตัวได้เป็นอย่างดี

สินค้ากลุ่มเครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยาง ที่ขยายตัวได้ดี แต่น่าสนใจและมีสีสันมากกว่า คงจะเป็นนาฬิกาข้อมือส่งออกมากขึ้นอย่างน่าแปลกใจ โดยขยายตัวสูงถึงร้อยละ 44 และมีมูลค่า 979.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อศึกษาดูรายละเอียดพบว่า เป็นนาฬิกาที่นำเพชรพลอยอัญมณีมาประกอบการตกแต่ง ทำให้สวยงามและราคาแพงมากขึ้น ประเทศอินเดียที่มีการนำเข้านาฬิกาของไทยมาก นิยมนำไปเป็นเครื่องประดับหรือซื้อเป็นของขวัญให้ญาติมิตรพี่น้องทั้งหลาย เหมือนที่เห็นในหนังบอลลีวู้ด ที่ทุกคนแต่งตัวกันบลิง บลิง อีกหน่อยคงจะเห็นนาฬิกา สายสร้อย เครื่องประดับ จากไทยมากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่ดิฉันนำสินค้าเหล่านี้มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังนั้น เพราะว่าหลายอย่างมีส่วนประกอบที่มาจากพี่น้องเกษตรกรของไทย ถือเป็นโอกาสทางตลาดใหม่ๆ ที่จะทำให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับภาคเกษตรไทยได้ในอนาคต นอกจากนี้ เป็นสินค้าที่ SME ไทยผลิตได้เองมาก ทั้งสบู่ เครื่องสำอางเครื่องบำรุงผิว ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มสมุนไพร รวมถึงนาฬิกาประดับเพชรพลอยขนาดเล็กๆ เหล่านี้ที่เป็นงานฝีมือ เป็นต้น ซึ่งภาครัฐควรส่งเสริมให้การผลิตและการส่งออกสินค้ากลุ่มเหล่านี้ของเกษตรกรและ SME ไทยมากขึ้นต่อไป

ในส่วนของผู้ผลิตแล้ว การรักษามาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าทั้งหลายเป็นสิ่งที่ต้องดูแลไว้อย่างสูงสุด เพราะสินค้าไทยไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงว่า อร่อย รสชาติดีเท่านั้น แต่คุณภาพของเรา ก็เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือทั่วโลก ถือเป็นจุดขายที่มีคู่แข่งเทียบเคียงได้น้อย เราจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องคุณภาพมาตรฐานให้มาก นอกเหนือไปจากการพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ แล้วด้วย

กระทรวงพาณิชย์นอกจากช่วยสนับสนุนด้านการผลิตและการส่งออกสินค้าเหล่านี้แล้ว การดูแลติดตามป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดจากการกีดกันการค้า หรือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ ที่ประเทศคู่ค้าอาจนำมาใช้ จะเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่เราจะดำเนินการ นอกจากนี้จะพยายามเปิดตลาดมากขึ้น ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เอง และผ่านการเจรจาความตกลง FTA กับประเทศที่ยังไม่มีความตกลงระหว่างกัน เพื่อดูแลให้การส่งออกสินค้าที่เป็นดาวรุ่งของภาคเกษตร SME และภาคอุตสาหกรรมของไทย ยังคงขยายตัวในปีนี้และปีต่อๆ ไป

แล้วไว้พบกันในโอกาสต่อไปนะคะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เรียงคนมาเป็นข่าว : โดย นิวรอน / ภาพข่าวสังคม 1 กุมภาพันธ์ 2563
บทความถัดไปคอฟฟี่เบรก : ย้อนวัย