นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาว่า ขณะนี้ได้ให้ผู้เกี่ยวข้องในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ไวรัสโคโรนาและติดตามภาวะเวชภัณฑ์หรือสินค้าที่จำเป็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ถุงมือยาง หรือสินค้าอื่นๆ ที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องของปริมาณให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค และในเรื่องของราคาไม่ให้มีการโก่งราคาหรือขายในราคาที่แพงจนเกินสมควร หากพบถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีการประชุมเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตรวจตลาดและรายงานให้วอร์รูมทราบ จึงได้ทราบว่า สถานที่ใดสินค้าขาดตลาด อีกทั้งทราบว่า ที่ใดขายเกินราคาและมีปัญหาอย่างไรบ้าง
นายจุรินทร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการลงพื้นที่ตรวจโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยมาแล้ว และได้มีการหารือกับผู้ผลิตทั้ง 10 รายทั่วประเทศ พบว่า ปริมาณการใช้หน้ากากอนามัยโดยภาวะปกติเดือนละ 30 ล้านชิ้น สำหรับประเทศโดยศักยภาพในการผลิตต่อเดือนยังสามารถผลิตได้สูงถึง 100 ล้านชิ้น ถ้ามีวัตถุดิบในการผลิตเพียงพอ โดยขณะนี้ยังไม่พบปัญหาเรื่องวัตถุดิบในระยะเวลาสั้นนี้ เพราะบางส่วนวัตถุดิบก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
“ได้รับแจ้งจากกรมการค้าภายในซึ่งได้ประชุมร่วมกับผู้ผลิตแล้วระบุว่า ขณะนี้ยังมีวัตถุดิบที่จะผลิตได้เพียงพอถึง 4-5 เดือน แต่ปัจจุบันพบปัญหา 2 ข้อที่วอรูมจะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการอย่างไรต่อไป ได้แก่ 1.ขอความร่วมมือประชาชนว่า อย่าซื้อหน้ากากอนามัยกักตุนไว้ใช้เกินความจำเป็น เพราะปริมาณเฉลี่ยในภาพรวมในภาวะปกติถือว่าเพียงพอต่อความต้องการ และ 2.ส่วนที่มีผู้กว้านซื้อเพื่อส่งออกนั้น ขณะนี้ วอร์รูมอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างไรต่อไป ส่วนกรณีสินค้าปลอมได้มอบหมายให้พาณิชย์ทุกจังหวัดเข้าไปตรวจแล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าวหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป” นายจุรินทร์ กล่าว
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่



