นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าแนวโน้มการส่งออกของไทยปี 2563 จะกลับมาขยายตัว หลังจากส่งออกเดือนธันวาคม 25 62 หดตัวต่ำลงเหลือ 1.3% แต่หากหักน้ำมันและทองคำขยายตัว 1.2% เป็นสัญญาณดีว่าการส่งออกไทยเริ่มฟื้นตัวและมีทิศทางที่ดีในปีนี้
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ปัจจัยสนัลสนุนคือ1. เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์จะขยายตัว 3.3% ในปี 2563 จาก 2.9% ในปี 2562 และเห็นสัญญาณว่าการค้าโลกกำลังผ่านจุดต่ำสุดจากกิจกรรมการผลิตในหลายสาขา 2. ท่าทีความพร้อมในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของหลายประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ อาทิ สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น 3. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า 4. สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เริ่มผ่อนคลายจากการลงนามข้อตกลงทางการค้าระยะแรก (Phase-1 Deal) 5. สถานการณ์อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป( Brexit) มีความชัดเจนแล้ว และมีช่วงเปลี่ยนผ่านจนถึงสิ้นปี 2563 ซึ่งจะยังไม่ส่งกระทบต่อผู้ประกอบการไทย และ 6. ค่าเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยเดือนมกราคม 2563 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 30.44 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กลับมาอ่อนค่าในรอบ 9 เดือน
“สำหรับประเด็นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในประเทศจีน สนค. คาดว่า ยังไม่น่ากระทบต่อการส่งออกไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารที่มีมูลค่าสูงในตลาดจีน เพราะมีอุปสงค์ซื้อสินค้าอาหารไทยที่มีความปลอดภัยและคุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการชะงักของการค้าในภูมิภาค” นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สำหรับประเด็นสินค้าส่งออก 573 รายการ ถูกระงับสิทธิจีเอสพี โดยสหรัฐนั้น ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่และเตรียมมาตรการรองรับในทุกกรณีอย่างรัดกุมเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ส่งออกน้อยที่สุด โดยกรมการค้าต่างประเทศมีแผนรองรับสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ และในด้านการรักษาตลาด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีแผนจัดกิจกรรมนำคณะภาครัฐและเอกชนบุกตลาดเป้าหมายกว่า
18 ประเทศ ในปี 2563 ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์การตลาดสำคัญตามแนวนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรักษาฐานเดิมและขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอย่างครอบคลุม และกระจายความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง แผนกิจกรรมสำคัญ อาทิ เอเชีย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย บังคลาเทศ และ CLMV ยุโรป ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และรัสเซีย แอฟริกา แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง บาห์เรน และออสเตรเลีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สำหรับตลาดส่งออกสำคัญมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนใน
ครึ่งปีหลัง 2562 อีกทั้งการส่งออกเดือนธันวาคม 2562 ขยายตัวในหลายตลาด การส่งออกไปตลาดสหรัฐ และจีน ขยายตัว 15.6% และ 7.3% ตามลำดับ ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 เดือน และ 18 เดือน ตามลำดับ นอกจากนี้ การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางและตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS ขยายตัว 11.4% และ 8.0% เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 23 เดือน และ 16 เดือน ตามลำดับ รวมทั้งการส่งออกไปตลาด CLMV กลับมาขยายตัว
ครั้งแรกในรอบ 8 เดือนที่ 1.1% ซึ่งการส่งออกไปตลาดสำคัญที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนถึงการส่งออกไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และคาดว่าจะรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในปี 2563
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ของ สนค. พบว่า มีสินค้าส่งออกหลายรายการที่ควรเร่งผลักดันเพื่อให้การส่งออกไทยกลับมาขยายตัว ในปี 2563 โดยสินค้าไทยมากกว่า 30 รายการ ครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรและอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม สัดส่วนประมาณ 25% และขยายตัวมากกว่า 13% ทำสถิติมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางการค้าโลกที่ชะลอตัวในปี 2562 และคาดว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งการที่ไทยสามารถส่งออกสินค้ากลุ่มนี้สูงสุดเป็นประวัติการสะท้อนความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาสินค้าของผู้ประกอบการไทยที่ตอบโจทย์
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ตามความต้องการของตลาด สินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง นมและผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องดื่ม สิ่งปรุงรสอาหาร และอาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ นาฬิกาและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องสำอางสบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ผ้าแบบสำหรับตัดเสื้อ และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า นอกเหนือจากการรุกตลาดส่งออกและผลักดันสินค้าศักยภาพแล้ว การเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดภาษีสินค้า รวมถึงการเจรจาแก้ไขปัญหาจากอุปสรรคและมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (NTBs และ NTMs) ในตลาดเป้าหมายก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการผลักดันการส่งออกในอนาคต โดยหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนด้วย ในส่วนของผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญในการดูแลรักษามาตรฐานสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าไทยคงศักยภาพในการส่งออกต่อไป

