หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สรท.’คาดส่งอ...

‘สรท.’คาดส่งออกถูกโคโรนาฉุดสูญ 2,000 ล้านบาท ทำจีดีพีเสียหาย 1.17 แสนลบ.(ชมคลิป)

4.02.20 | 14:08 น.

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา สรท.ประเมินว่า จะส่งกระทบกับการส่งออกสินค้าไทยไปจีน ในไตรมาสแรกของปี 2563 ประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ผัก ผลไม้สด ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะประเทศจีนเป็นประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าเกษตรมากที่สุด ทำให้เมื่อไม่สามารถส่งออกสินค้าเกษตรเข้าไปในจีนได้ เพราะจีนปิดประเทศ เพื่อควบคุมโรคระบาดดังกล่าว สินค้าเกษตรไทยก็จะได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่งสินค้าเข้าจีนบางสายเรือ ที่ยังเปิดรับจองการระวางไปเมืองอื่น ยกเว้นเมืองอู่ฮั่น แต่ศุลกากรในประเทศปลายทาง ยังไม่อนุญาตให้เคลียร์สินค้าเข้าประเทศจีนได้ ทำให้สินค้าคงค้างอยู่ที่ท่าเรือปลายทาง และเมื่อท่าเรือเปิดบริการตามปกติ ซึ่งคาดว่าจะเป็นหลังวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 จะมีเรือและสินค้าจำนวนมากเข้าเทียบท่า ทำให้เกิดความแออัดในท่าเรือ และอาจนำไปสู่การเรียกเก็บค่าบริการในท่าเรือเพิ่มขึ้น

นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่าจีนจะสามารถควบคุมโรคระบาดได้ ภายหลังวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการเร่งนำเข้าสินค้าจำนวนมากจากประเทศไทย เพื่อนำไปผลิตสินค้าต่างๆ เพื่อการบริโภคของจีนโดยตัวเลขการส่งออกไตรมาส 1 ปี 2563 ทั้งหมดของประเทศไทย คาดว่าจะเติบโตที่ 0.1% และมีโอกาสที่ไตรมาส 1 การส่งออกจะติดลบได้ ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวอีกครั้งในไตรมาส 2 เพราะจากช่วงหยุดยาวของเทศกาลตรุษจีน ทำให้ผู้บริโภคจะมีการใช้จ่ายซื้อสินค้าต่างๆ สูงมาก เมื่อหมดวันหยุดยาว ผู้ประกอบการก็จะกลับมาผลิตสินค้าต่างๆ เพื่อทดแทนสต็อกที่หมดไปในช่วงวันหยุดยาว ทำให้อาจเกิดแรงกระชากเพื่อกระตุ้นการผลิตสินค้าออกมาเพิ่มขึ้นได้ ส่วนผลกระทบที่สร้างการเสียหายต่อการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 1.17 แสนล้านบาท หรือกระทบการเติบโตของจีดีพีให้ลดลง 0.67% ภายใต้ความสามารถในการควบคุมโรคให้ได้ภายใน 3 เดือนขณะที่ความเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย ประเมินว่าอาจลากยาวไปจนถึง 3 เดือนต่อจากนี้ โดยมีมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 6-7.5 แสนล้านบาท และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวหายไปไม่ต่ำกว่า 1.89 ล้านคน

เชื่อว่ารัฐบาลจีนจะต้องพยายามควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสอย่างเต็มที่ และคุมได้ในที่สุดอย่างแน่นอนเนื่องจากหากไม่สามารถควบคุมได้ จนการระบาดแพร่กระจายรุนแรงมากกว่านี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศจีนเอง โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะโตได้เพียง 2-4% เท่านั้น หากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเกิดความรุนแรงสูงขึ้น จนกดดันภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในจีนหนักมากกว่านี้ ส่วนผลกระทบของไทยก็คงมีในระยะสั้น เนื่องจากไทยไม่สามารถทำการส่งออกสินค้าไปยังจีนได้ ซึ่งในปี 2562 ตลาดจีนมีสัดส่วนในการส่งออกสินค้าของไทยในภาพรวม กว่า 11.8% ของการส่งออกทั้งหมด ที่ไทยส่งออกสินค้าไปทั่วโลก โดยมีผู้ประกอบการได้แจ้งว่า หากการปิดประเทศของจีนยืดเยื้อ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตสินค้าในบางอุตสาหกรรม อาทิ ยางรถยนต์ สารผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งผู้ประกอบการก็เตรียมหาทางออก โดยการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่น เพื่อผลิตสินค้าทดแทนจากจีนนางสาวกัณญภัคกล่าว

นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า สำหรับการส่งออกสินค้าไทยในเดือนธันวาคม 2562 ติดลบ 1.28% มีมูลค่า 19,154 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้าโต 2.5% มูลค่า 18,559 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้เดือนธันวาคม 2562 ไทยเกินดุลการค้า 596 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อหักการส่งออกสินค้าในกลุ่มทองคำและน้ำมันออกแล้ว พบว่า การส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2562 โต 1.2% ทั้งนี้ โดยทั้งปี 2562 ไทยส่งออกสินค้ารวมมูลค่า 246,245 ล้านเหรียญสหรัฐติดลบ 2.7% โดยสรท.ยังคงคาดการณ์การส่งออกไทย ขยายตัว 0 ถึง 1% ภายใต้สมมุติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในหลายประเทศทั่วโลก อาจส่งผลกระทบเชิงลวกต่อภาคการส่งออกสินค้าของไทยได้ เนื่องจากอาจมีลูกค้าที่เคยนำเข้าสินค้าจากจีน หันมานำเข้าสินค้าและวัตถุดิบจากประเทศไทย เพื่อผลิตสินค้าแทน โดยปัจจัยบวกที่สำคัญคือ ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย การลงนามความตกลงระหว่างสหรัฐและจีนในระยะแรก ทำให้บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศผ่อนคลายมากขึ้น และการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปในช่วงที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้น

นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า สรท.มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาว่า รัฐบาลควรเพิ่มโควต้านำเข้าสินค้าบางรายการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากคาดว่าในปีนี้ ภัยแล้งจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรไมาเพียงพอน่อการส่งออก และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าได้ รวมถึงขอให้ผ่อนคลายกฎระเบียบในการขออนุญาตเข้าสินค้าให้มีความสะดวกมากขึ้น ในช่วงที่สินค้าขาดตลาด และหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดจีนในระยะสั้น โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกไปจีน

Advertisement

ผลกระทบจากงบประมาณประจำปี 2563 ที่มีความล่าช้ากว่าที่ควรนั้น จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและขาดความต่อเนื่อง ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการและประชาชนโดยงบประมาณที่ล่าช้าสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าไวรัสโคโรนาที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากจะทำให้การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานล่าช้าออกไป ทำให้เม็ดเงินที่ควรเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่เกิดขึ้น จึงทำให้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะลอตัวลงนางสาวกัณญภัคกล่าว

นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า ในส่วนของการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักร์ (อังกฤษ) หรือเบ็กซิท ขณะนี้มองว่า หากประเทศไทยเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ร่วมกับอังกฤษได้ ก็จะส่งผลดีขึ้น เนื่องจากอังกฤษไม่ได้อยู่ในยุโรปแล้ว จึงเดินหน้าเจรจาการค้าร่วมกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐ ที่เป็นประเทศคู่ค้าและมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ส่วนไทยส่งออกสินค้าไปยุโรป จะช่วยลดแรงกดดันเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไปยุโรปค่อนข้างแพง ซึ่งหากรวมกับค่าเงินบาทแข็งแล้ว จะส่งผลให้การแข่งขันทำได้ยากการเจรจากับ 2 ประเทศได้จึงเป็นผลดีกับการส่งออกของไทยมากขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน