นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 เห็นชอบมาตรการการเงินการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ปี 2563 เพื่อลดผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ประกอบด้วย มาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่น (น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินฯ) ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินฯ ที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเที่ยวบินในประเทศ จากเดิม 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ออกกฎกระทรวงถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 คาดว่าจะสูญเสียรายได้ 2 พันล้านบาท โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือแบบเร่งด่วน จึงให้เฉพาะกับเครื่องบินไปก่อน เนื่องจากเป็นมาตรการที่มีในมือแล้ว ซึ่งทราบมาว่าทางผู้ประกอบการรถทัวร์อยากให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้บ้าง กระทรวงการคลังพร้อมจะพิจารณา คงต้องขอหารือกันก่อน และต้องดูความเหมาะ และระยะเวลาที่จำกัด
นายลวรณ กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการด้านภาษี ประกอบด้วย ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ซึ่งจะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของ 2563 ให้ขยายกำหนดเวลาดังกล่าวออกไปเป็นภายในเดือนมิถุนายนของ 2563 โดยในปีที่ผ่านมาผู้เสียภาษีมีภาระเพิ่ม 2 หมื่นล้านบาท

นายลวรณ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 1,000 รายคิดเป็นเงินผู้ประกอบการต้องจ่าย 435 ล้านบาท เป็นภาษีต้องคืนให้ 87 ล้านบาท
นายลวรณ กล่าวต่อว่า รวมถึงยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรม ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมหักรายจ่ายสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายเพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นจำนวน 1.5 เท่า ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 1,000 ราย คิดเป็นเงินลงทุนปรับปรุงกิจการ 2.4 หมื่นล้านบาท เป็นภาษีต้องคืนให้ 2,400 ล้านบาทในช่วง 20 ปี หรือปีละ 120 ล้านบาท
นายลวรณ กล่าวว่า ส่วน มาตรการด้านการเงินสถาบันการเงินของรัฐใช้กรอบแนวทางเดิมของการช่วยเหลือเอสเอ็มอีก่อนหน้านี้ แต่ให้เพิ่มการช่วยเหลือในกลุ่มท่องเที่ยวเข้าไปด้วย ซึ่งการชวยเหลือมีทั้งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเงื่อนไขผ่อนปรน วงเงินรวม 1.23 แสนล้านบาท ดอกเบี้ย 3% ต่อปี นอกจากนี้ยังขยายเวลาชำระหนี้และค่าธรรมเนียม 9-12 เดือน เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับเสริมสภาพคล่องและปรับปรุงสถานประกอบการ สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโคโร
นายลวรณ กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการออกมาช่วยบรรเทาผลกระทบของกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว ยืนยันว่าขณะนี้แม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวไม่สูงมาก แต่ยังเติบโต ไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแบบที่หลายสำนักประเมินไว้ หากมีเงินลงทุนปรับปรุงธุรกิจโรงแรมถึง 2.4 หมื่นล้านช่วยเศรษฐกิจในปี 2563 พอสมควร ซึ่งสศค.ยังคาดว่าปัญหาไวรัสโคโรนาจบใน 3 เดือน และปีนี้ยังประเมินเศรษฐกิจโต 2.8% ด้าน
นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า ในปีนี้กรมสรรพากรได้ออกมาตรการพิเศษในการขยายเวลาการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด. 90/91 ทั้งการยื่นภาษีแบบออนไลน์ และการยื่นภาษีแบบกระดาษ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา จากเดิมที่จะสิ้นสุดภายในเดือนมีนาคมนี้ ออกไปอีก 3 เดือน เป็นสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2563 เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เสียภาษี และจะเป็นการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบในช่วง ที่งบประมาณประจำปี 2563 มีความล่าช้า และเพื่อลดผลกระทบของผู้ยื่นภาษีบางส่วนที่จะต้องนำเงินมาชำระภาษีเพิ่มในปีนี้ได้ด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของผู้เสียภาษีที่ต้องการขอคืนภาษี ยังสามารถยื่นแบบชำระภาษีเข้ามาได้ตลอด โดยในปีนี้ผู้ที่ยื่นภาษีเร็ว ก็จะได้ภาษีคืนเร็ว หากเอกสารครบถ้วน ซึ่ง ณ เวลานี้มีผู้ขอคืนภาษีเข้ามาแล้วกว่า 7 แสนราย และได้เงินคืนไปแล้วกว่า 5 แสนราย หรือ 73% ของผู้ที่ขอคืนทั้งหมด ซึ่งกรมสรรพากรใช้ระยะเวลาเฉลี่ยในการคืนภาษีประชาชนอยู่ที่ 3-7 วันเท่านั้น โดยเป็นการคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์มากกว่า 90% เนื่องจากมีความสะดวก และรวดเร็วกว่า
“กรมสรรพากรเชื่อว่าการขยายเวลายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมสิ้นสุดที่เดือนมีนาคม เป็นเดือนมิถุนายน 2563 จะช่วยให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายหมุนเวียนมากขึ้น อีกทั้งมาตรการภาษีต่าง ๆ ที่ออกมาในช่วงนี้ จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนภายในประเทศ และบรรเทาผลกระทบจากการท่องเที่ยวซบเซาในปี 2563 ได้ โดยกรมสรรพากรยังมีแผน ที่จะออกมาตรการภาษีในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก เช่น มาตรการสนับสนุนให้บริษัทเอกชนรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน ซึ่งจะช่วยเสริมทั้งในด้านสังคม และตลาดแรงงานในประเทศที่ยังขาดแคลน โดยไม่ต้องพึ่งแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการสร้างประโยชน์ในทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง”นางสมหมายกล่าว

