นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ซึ่งส่งผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวจีน ที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย หายไปเป็นจำนวนมากนั้นเบื้องต้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติสินเชื้อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 123,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3% ต่อปีเบื้องต้นถือว่าเป็นมาตรการที่ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการในขั้นต้น แต่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือในส่วนของการพักชำระดอกเบี้ยเงินต้น และเลื่อนการจ่ายประกันสังคมทั้งในส่วนนายจ้างและลูกจ้างอย่างน้อย 6 เดือนเลื่อนการยื่นภาษีประจำปีของนิติบุคคล เป็นเวลา 1 ปี รวมถึงการจ่ายเงินกองทุนประกันสังคม 6 เดือนหรือจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาคเอกชน เนื่องจากขณะนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปมากกว่าปกติเกือบ 100% ทั้งยังต้องการให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้เงินสินเชื้อ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้น
“มาตรการช่วยเหลือในการหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ส่งผลถึงเอสเอ็มอี เนื่องจากมีความสามารถในการเข้าถึงน้อยกว่าซึ่งธุรกิจบริการส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อาทิ ร้านอาหารริมทาง (สตรีทฟู้ด) ร้านนวดและสปาขนาดเล็กและธุรกิจอื่นที่อยู่ในซัพพลายเชนของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีจำนวนแรงงานรวมกว่า 3 ล้านคน คิดเป็น 75% ของแรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทั้งหมด 4 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทำได้จำกัดมาก เนื่องจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ อาทิ ต้องไม่เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ต้องมีงบการเงินอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งเป็นปัญหามากที่สุด เพราะเอสเอ็มอีส่วนมากยังมีอายุน้อย รวมถึงมับางส่วนที่จดทะเบียนพาณิชย์ แต่ไม่ได้จดภาษี ทำให้การเข้าถึงสินเชื้อต่างๆ ทำได้ยากมาก”นายชัยรัตน์กล่าว
นายชัยรัตน์กล่าวว่า สัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปในขณะนี้ จากปี 2562 ที่เข้ามาประมาณ 11 ล้านคน ตอนนี้เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยไม่ถึง 1 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาไทยเพื่อทำธุรกิจ หรือเยี่ยมญาติเท่านั้น แต่ในส่วนอื่นๆ แม้กระทั่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ก็หยุดการเดินทางไปทั้งหมด โดยหากประเมินมูลค่าความเสียหาย นับตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2563 จนถึง 3 เดือนต่อจากนี้ คาดว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปกว่า 2 ล้านคน และทำให้ภาคการท่องเที่ยวสูญรายได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการยืดเยื้อของโรคระบาด ขึ้นอยู่กับการควบคุมโรค และการค้นพบวัคซีนต้านไวรัสต่างๆ ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย3 เดือนในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กับมาดูเหมือนเดิม ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ที่ชะลอการไปเที่ยวจีน ให้กลับมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเก๊า ฮ่องกง ซึ่งแต่ละปีจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปจีนกว่า 60 ล้านคน รวมถึงต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในการประชุมมีผู้ประกอบการเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติม อาทิ การพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวไทยด้วยกันเอง เพื่อกระตุ้นให้เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมถึงภาคเอกชนต้องนำร่องผ่านการจัดโปรโมชั่นในภาคการบริการด้านการท่องเที่ยว อาทิ การเดินทางในจังหวัดใกล้เคียง จากเดิมจ่าย 1,000 บาทในช่วงนี้ก็ลดลงเหลือ 800 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มเติม รวมถึงสายการบินที่อาจสามารถลดราคาน้อยลงได้ เนื่องจากหากไม่มีผู้โดยสาย เครื่องบินก็ยังต้องขึ้นบิน หากกระตุ้นให้มีการใช้บริการเพิ่มก็คงดีกว่า รวมถึงจะต้องพยายามพัฒนา ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวในด้านต่างๆ อาทิ มาตรฐานด้านความปลอดภัย การเดินทาง และจัดสัมมนาในส่วนของไกด์นำเที่ยวหรือมัคคุเทศน์ เพื่อเพิ่มมาตรฐานในด้านการนำเที่ยว โดยภาครัฐจะต้องประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดเมืองรอง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังเตรียมแผนที่จะของบประมาณ 1 แสนล้าน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ แต่ขอวางแผนให้ชัดเจนก่อน ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ในการรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ และทำให้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาต่อไป
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


