ที่สำนักงาน คปภ. นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(สนง.คปภ.) ร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัยไทย นำ 8 บริษัทสมาชิกผู้รับประกันภัยรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ร่วมลงนามใน “สัญญาการเข้าร่วมรับประกันภัย โครงการประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่)” เพื่อจัดตั้งกองกลาง (Pool) สำหรับการประกันภัยรถแท็กซี่ โดยใช้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 3 กำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยราคาเดียว 12,500 บาทต่อคัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการรถแท็กซี่ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ และเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจประกันภัย
นายอานนท์ กล่าวว่า จากข้อมูลการรับประกันภัยรถแท็กซี่ ปี 2561 ปรากฏว่า มีจำนวนรถแท็กซี่จดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกรวม 83,960 คัน แต่มีประกันภัยรถยนต์เพียง 63,536 คัน คิดเป็น 75% ของรถที่จดทะเบียน หากรถแท็กซี่ทุกคันมีประกันภัยครบถ้วน จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ ผู้ขับขี่ และผู้ใช้บริการรถแท็กซี่ได้ หรือหากมีผู้ประสบภัยก็จะได้รับ ความคุ้มครองทั้งจากประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภัยภาคสมัครใจอย่างครบถ้วน
นายอานนท์ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาข้อมูลต้นทุนในการรับประกันภัยรถแท็กซี่ พบว่า มีอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 92% ซึ่งสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 3 เท่า ส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยขาดทุนจากการรับประกันภัยรถแท็กซี่ ประกอบกับเบี้ยประกันภัยที่บริษัทใช้รับประกันภัยนั้นไม่สอดคล้องต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น จึงทำให้บริษัทประกันภัยหลีกเลี่ยงที่จะรับประกันภัยรถดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ประสบกับปัญหาในการทำประกันภัย แต่จากการร่วมกันกำหนดแนวทางในการรับประกันภัย จึงเห็นควรให้มีการจัดตั้งกองกลางฯ (Pool)
สำหรับการประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ผ่าน Pool มี 8 บริษัท ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) และมีบริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมรับประกันภัยต่อ โดยได้มอบหมายให้บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารกองกลางฯ
นายวิฑูรย์ แนวพานิช นายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย กล่าวด้วยว่า กฎหมายกำหนดให้รถแท็กซี่ ต้องจัดทำประกันภัยเพิ่มเติมจากการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) แต่ข้อเท็จจริง เมื่อผู้ประกอบการ หรือเจ้าของรถแท็กซี่ ได้จัดทำประกันภัยรถยนต์ไว้ ปรากฏว่า เกิดปัญหาในการยกเลิกกรมธรรม์ภายหลัง หรือ ไม่มีบริษัทรับประกันภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งการจัดตั้งเป็นกองกลาง ทำให้ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของรถ สามารถทำประกันภัยได้ เนื่องจากมีบริษัทเข้ามารับประกันภัย มีอัตราเบี้ยประกันภัยและความคุ้มครองที่ชัดเจน ทำให้เกิดความมั่นใจว่า จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นได้ รวมถึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการและใช้ระบประกันภัยเข้ามารองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างดียิ่ง
นายสุทธิพล ทวีชัยการเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) กล่าวว่า ความร่วมมือเกิดจากมีการร้องเรียนมากขึ้น กรณีบริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัยและบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับรถ ปลายปี2562 สำนักงาน คปภ. จึงจัดประชุมหารือร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย บริษัทสมาชิกผู้รับประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) และกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการรับประกันภัยให้มีรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้อัตราเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ในการจัดหาผู้รับประกันภัยรถยนต์ตามที่กฎหมายกำหนดให้รถยนต์รับจ้างสาธารณะต้องมีประกันภัย
ทั้งนี้ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) มีเงื่อนไขความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความเสียหายต่อชีวิตร่างกายหรืออนามัย 500,000 บาทต่อคน (เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ.) ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อครั้ง ความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอกสูงสุด 400,000 บาทต่อครั้ง ความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลตามเอกสารแนบท้าย ไม่เกินคนละ 50,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล ไม่เกินคนละ 50,000 บาท สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวม 5 คน รวมทั้งการประกันตัวผู้ขับขี่ 500,000 บาทต่อครั้ง โดยมีอัตราเบี้ยประกันภัย 12,500 บาทต่อคัน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งอัตราเบี้ยประกันภัยดังกล่าว ยังไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
