หน้าแรก เศรษฐกิจ นโยบายรัฐ&#82...

นโยบายรัฐ…ทำลายอุตสาหกรรมไก่

30.06.16 | 18:08 น.

คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในเวทีเสวนาแห่งหนึ่งว่า การรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้น หลายภาคส่วนล้วนต้องปรับตัวขณะที่ภาครัฐเองก็เป็นภาคส่วนหนึ่งที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งมีข้อเสนอแนะให้รัฐควรปรับตัวในหลายด้าน เช่น ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตได้จากการผลักดันของภาคธุรกิจ ซึ่งภาครัฐควรต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศมากขึ้น


นอกจากนี้ ยังแนะนำให้รัฐปรับบทบาทให้พร้อมกับบริบทใหม่ซึ่งมี 2 ส่วนสำคัญ คือ 1.) รัฐควรเปลี่ยนบทบาทจาก “การควบคุมและกำกับ” มาเป็นการสนับสนุนให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้น และ 2.) ภาครัฐต้องทบทวนกฎระเบียบที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เพราะไทยมีกฎหมายไม่ต่ำกว่า 1 แสนฉบับ ใบอนุญาตที่ภาคธุรกิจต้องขอ 1,500 ใบอนุญาต กฎระเบียบที่มากเกินพอดีเช่นนี้ทำให้เกิดต้นทุน 10-15% ของจีดีพีประเทศ

ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะดังกล่าวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายและกฎระเบียบที่ควรเอื้ออำนวยสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นมาสร้างอุปสรรคหรือเพิ่มภาระต่างๆ ให้เกิดขึ้นแก่ภาคการผลิตและประชาชน

ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น?

Advertisement

ขณะนี้กำลังจะมีการพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. ….. โดยเจตนารมณ์และสาระสำคัญก็คือต้องการพัฒนาโรงฆ่าสัตว์ให้ได้มาตรฐานและสร้างความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขอนามัย ไม่มีโรคและสารตกค้างในเนื้อสัตว์ แต่(ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับมีการทำตารางแนบท้ายให้มีการเก็บค่าอากรและค่าธรรมเนียมจำหน่ายเนื้อสัตว์ ซึ่งคาดเดาได้ว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย ที่เป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้สู่ประเทศชาติปีละหลายแสนล้านบาทด้วย

อันที่จริง (ร่าง) พ.ร.บ.ดังกล่าวนับว่ามีเจตนารมณ์ที่ดีเพื่อการยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคมุ่งหวังให้มีการลดการใช้โรงฆ่าสัตว์เถื่อน และหันไปใช้บริการโรงฆ่าสัตว์มาตรฐานที่มีสุขอนามัยที่ดี แต่การที่มีการเก็บค่าอากรและค่าธรรมเนียมจำหน่ายเนื้อสัตว์ดังกล่าว เป็นการขัดแย้งกันในตัว เพราะการเก็บค่าอากรและค่าธรรมเนียมต่างๆ ส่งผลให้มีการฆ่าเถื่อนกันมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร ดังจะเห็นได้จาก กลุ่มสุกรและวัวควาย ที่มีการเก็บค่าอากรกันอยู่ในปัจจุบัน มีการฆ่าเถื่อนกันมาก แต่หากเปรียบเทียบกับสัตว์ปีกขนาดเล็ก เช่น ไก่เนื้อหรือเป็ด ที่ส่วนใหญ่มีการฆ่าในโรงฆ่ามาตรฐาน เพราะปัจจุบันไม่มีการเก็บค่าอากรต่างๆ จึงไม่มีต้องหลบเลี่ยง

ที่ผ่านมาทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกของไทยไม่ว่าจะเป็นไก่หรือเป็ด ต่างก็ทุ่มเทงบประมาณลงทุนด้านความปลอดภัยอาหาร การป้องกันโรคและการตรวจสารตกค้างรวมถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้กระบวนการผลิตสัตว์ปีกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานอาหารปลอดภัยในระดับสากล ประชาชนในประเทศจึงได้ประโยชน์จากบริโภคอาหารโปรตีนชั้นดีในราคาที่ลดลง ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนอีกทางหนึ่ง

ด้านภาครัฐเองก็มีความเข้าใจและต้องการให้คนไทยมีอาหารปลอดภัยรับประทาน รวมถึงสนับสนุนให้อุตสาหกรรมไก่เนื้อของไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก จึงยกเว้นการเก็บค่าอากรและค่าธรรมเนียมจำหน่ายเนื้อสัตว์มาโดยตลอด กระทั่งอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ กลายเป็นผู้ส่งออกอันดับ 4 ของโลก

การตั้งใจเรียกเก็บอากรและค่าธรรมเนียมฯ กับสัตว์ปีก ไก่และเป็ดด้วยนั้น ไม่ว่าจะเรียกเก็บในอัตราใดย่อมส่งผลลัพธ์ที่สวนทางต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. กล่าวคือ จะทำให้มีการลักลอบฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระอากรและค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกที่ไม่ถูกสุขอนามัย และเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด โดยเฉพาะไข้หวัดนกที่หากกลับมาระบาดซ้ำอีกจะเรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย สาหัสกันทั้งประเทศแน่นอน

การยกเว้นการเก็บค่าอากรและค่าธรรมเนียมฯ ในอุตสาหกรรมไก่และเป็ดตลอดช่วงที่ผ่านมา มีส่วนทำให้ไก่และเป็ดของไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก หากมีการค่าเก็บอากรและค่าธรรมเนียมขึ้นมาในช่วงรัฐบาลนี้ ย่อมส่งผลให้อุตสาหกรรมไก่และเป็ดของไทยมีต้นทุนส่งออกที่สูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันกับบราซิล สหรัฐ และประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ย่อมลดน้อยถอยลง … นี่คงเป็นตัวอย่างหนึ่งของกฎระเบียบที่มากเกินไปและทำให้เกิดต้นทุน 10-15% ของจีดีพีประเทศอย่างที่คุณประสารกล่าวไว้….สุดท้าย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกผลักดันให้ราคาเนื้อไก่สูงขึ้นและผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบจากการซื้อเนื้อไก่ที่แพงขึ้นแน่นอน

การเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นทุกวัน การปรับตัวให้ทันโลกทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดของประเทศก็เป็นสิ่งจำเป็น บทบาทของรัฐควรเป็นผู้สนับสนุนให้ประเทศสามารถรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ “นโยบายรัฐ” จึงเป็นตัวแปรที่ช่วยจะลดอุปสรรคทางการค้าให้ประเทศเดินหน้าต่อ… ไม่ใช่ร่างขึ้นมาเพื่อเป็นอุปสรรคของประเทศชาติเสียเอง