หน้าแรก เศรษฐกิจ คลังชี้งบ’63 ...

คลังชี้งบ’63 ไม่โมฆะช่วยปลุกเศรษฐกิจ คาดโคโรนานักท่องเที่ยวลด 4 แสนคน ลุ้นจบใน 3 เดือน

9.02.20 | 16:08 น.
นายลวรณ แสงสนิท

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไม่โมฆะ และให้สภาโหวตใหม่ในวาระที่ 2 และ 3 คาดว่างบประมาณสามารถนำมาใช้ได้ในเดือนมีนาคมนี้นั้น ถือว่าล่าช้ากว่าเดิมเคยประเมินไว้ว่านำมาใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ เพียง 1 เดือน ถือว่าล่าช้ากว่าเดิมไม่มาก และเวลาที่เหลืออยู่ 6 เดือนก่อนหมดปีงบประมาณในเดือนกันยายน 2563 คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะงบประจำ และงบลงทุนผูกพันนั้นสามารถเบิกจ่ายไปตามกรอบงบพลางที่วางไว้ได้

นายลวรณกล่าวว่า ส่วนงบลงทุนใหม่ ครม. เร่งรัดให้หน่วยงานราชการจัดทำร่างทีโออาร์ ประมูลเพื่อให้ได้ตัวผู้รับเหมา และตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างสามารถลงนามสัญญาได้ เมื่องบประมาณประกาศบังคับใช้สามารถเบิกจ่ายได้ทันที เข้าใจว่ามีส่วนราชการกังวลไม่กล้าจัดทำการประมูลและลงนามสัญญาไปก่อน ซึ่งอยากให้ความมั่นใจว่าสามารถทำได้ และหากกังวลก็กำหนดไว้ในสัญญาได้ว่าหากงบประมาณไม่ผ่านสัญญาดังกล่าวถือเป็นโมฆะ

“ความชัดเจนเรื่องงบประมาณปี 2563 ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทย ก่อนหน้านี้มีความกังวลเรื่องงบประมาณ ผสมโรงกับไวรัสโคโรนา ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยลดลงแต่เมื่อชัดเจนแล้วงบประมาณจะสามารถใช้ได้ในเดือนมีนาคม เงินจากงบประมาณช่วยทำให้เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ดีขึ้น” นายลวรณกล่าว

นายลวรณกล่าวว่า กระทรวงการคลังประเมินอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) 2.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิม 3.3% เนื่องจากการส่งออกที่ชะลอ และไวรัสโคโรนาที่จะมีผลต่อการบริโภคและท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งผลกระทบจากไวรัสโคโรนานั้น กระทรวงการคลังประเมินว่า จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในภาพรวมทั้งปีลดลงประมาณ 4 แสนคนเท่านั้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปนั้น ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคงจะมีมาตรการที่จะดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นเข้ามาทดแทน ทั้งนี้ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและโดยรวมจะหายไปไม่เกิน 3 เดือน ขณะที่ อัตราเฉลี่ยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้าไทยต่อเดือนจะอยู่ที่ 8 แสนคน รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 5 หมื่นบาท

นายลวรณกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เห็นชอบมาตรการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งปรับลดภาษีน้ำมันเครื่องบินภายในประเทศ มาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า รวมถึงยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรม หักค่าใช้จ่าย 1.5 เท่า รวมถึงยังมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงินรวม 1.23 แสนล้านบาท และขยายเวลาชำระหนี้และค่าธรรมเนียม 9-12 เดือน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

 

นายลวรณกล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบชิมช้อปใช้ 4 เพื่อให้ไปช่วยเหลือการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยจะให้น้ำหนักการใช้จ่ายในร้านชิม คือ ร้านอาหาร และการใช้คือ ที่พัก โรงแรม โฮมสเตย์ เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรองให้มากขึ้น จากก่อนหน้านี้ผู้ที่มาใช้เงินในโครงการชิมช้อปใช้ เน้นการซื้อของยังร้านค้าต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการต้องการการกระตุ้นบริโภคภายในประเทศ แต่เมื่อขณะนี้การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา และต้องการให้มีการกระตุ้นเพิ่มเติม สามารถปรับชิมช้อปใช้ 4 ให้มาเน้นเรื่องท่องเที่ยวได้ โดยจะพยายามสรุปให้ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

“หากรัฐบาลต้องการกระตุ้นท่องเที่ยวเพิ่ม มาตรการที่เคยนำมาใช้ก่อนหน้านี้ เช่น การลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว มีผู้ได้ประโยชน์คือ กลุ่มคนที่เสียภาษีประมาณ 3 ล้านคน แต่ในเมื่อขณะนี้มีฐานของชิมช้อปใช้อยู่เกือบ 12 ล้านคน อาจจะใช้ตรงนี้กระตุ้นน่าจะได้ฐานกว้างกว่า” นายลวรณกล่าว และว่า ส่วนในเรื่องบัตรคนจนนั้นกระทรวงการคลังพิจารณาอยู่ ยังไม่สรุปว่าดำเนินการรูปแบบไหน

นายลวรณกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีสำนักวิจัยของธนาคารบางแห่ง ประเมินเศรษฐกิจปีนี้ไม่ถึง 2% เป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไป โดยเป็นการมองปัจจัยลบเฉพาะไวรัสโคโรนาเพียงด้านเดียว หลังจากที่เกิดปัญหาไวรัสโคโรนา กระทบท่องเที่ยว รัฐบาลมีมาตรการออกมาทั้งเรื่องกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจากเอกชนปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ตรงนี้น่าจะชดเชยผลกระทบจากไวรัสโคโรนาที่จะมีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้ และเมื่องบประมาณ 2563 เริ่มเบิกจ่ายในเดือนมีนาคม เม็ดเงินลงทุนภาครัฐจะเข้ามามีส่วนในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

นายลวรณกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ยิ่งช่วยดูแลเศรษฐกิจ ทำให้เห็นว่านโยบายการเงินและการคลังขณะนี้ไปด้วยกัน เป็นการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกันในการดูแลเศรษฐกิจไทย

“สิ่งสำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้คือ ความเชื่อมั่น ยอมรับว่าคนไทยยังไม่ค่อยเชื่อมั่นกับระบบเศรษฐกิจ จึงทำให้มองว่าอาจโตไม่ถึง 2% ซึ่งมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น” นายลวรณกล่าว