นางศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า กรณีภาครัฐมีแนวคิดเพิ่มวันหยุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ เบื้องต้นยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทยได้มากน้อยเท่าใด เนื่องจากคนยังกลัวการเดินทาง และเลี่ยงการเดินทางในช่วงขณะนี้ เพราะกังวลในส่วนของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และภาวะทางเศรษฐกิจ รวมถึงกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้น คนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างระมัดระวังในการใช้จ่าย แต่ภาคเอกชนเองก็ยังคาดหวังว่าจะมีส่วนช่วยได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นหากจะสามารถกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศได้ ต้องมีมาตรการออกมาดึงดูดใจไม่ให้คนไทยหนีออกไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงวันหยุดยาวที่เพิ่มมาแทน ซึ่งส่วนนี้เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่คงยังไม่คิดที่จะออกเดินทางไปต่างประเทศ เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่าลง และคนก็ยังกลัวการเดินทางที่มีความเสี่ยงในหลายๆ เรื่องอยู่
“ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จนถึงต้นเดือนมีนาคม 2563 ประเมินว่าบรรยากาศในภาพรวมภาคการท่องเที่ยว คงยังไม่น่าจะมีบรรยากาศของการเดินทางที่คึกคักมากนัก เพราะธรรมชาติของภาคการท่องเที่ยวไทย คนส่วนใหญ่จะออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไป จนถึงเดือนเมษายน 2563 เพราะเป็นช่วงที่เด็กนักเรียนสอบเสร็จและปิดเทอมพอดี จึงนิยมรอเที่ยวพร้อมกันเป็นครอบครัวมากกว่า รวมถึงยังเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วย จึงมีแรงกระตุ้นให้คนอยากท่องเที่ยว แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นทิศทางบรรยากาศดีๆ เหล่านั้น” นางศุภวรรณกล่าว
นางศุภวรรณกล่าวว่า หากถามว่าการที่ภาครัฐเพิ่มวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงท่องเที่ยวของคนในประเทศไทย ถือว่ามาถูกทางหรือไม่นั้น เบื้องต้นต้องบอกว่า การออกเดินทางท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีจำนวนวันมากน้อยเท่าใด เพราะหาหมีวันหยุดไม่ว่าจะกี่วัน คนต้องการเที่ยว อยากเที่ยวก็ออกเดินทางอยู่ดี แต่ส่วนมากจะขี้นอยู่กับว่า คนมีเงินในการใช้จ่ายเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวมากน้อยเท่าใดด้วย เพราะหากไม่มีเงิน ก็ไม่เกิดการเดินทางแน่นอน
นางศุภวรรณกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวขณะนี้ดูยังค่อนข้างทรงตัว ประกอบการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาส่งสัญญาณว่า ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2563 อาจโตไม่ถึง 2% หรือหากหักลบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคการท่องเที่ยว อาจทำให้ตัวเลขโตเพียง 1.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น้อยมาก หากเทียบกับคาดการณ์แรกว่าจะโตได้ที่ 2.8% รวมถึงยังมองว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 อาจโตไม่ถึง 1% ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ไม่ได้แปลกใจ เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหยุดชงักไปพร้อมกัน จึงมองว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ไตรมาส 1 จีดีพีจะเติบโต ส่วนไตรมาส 2 เชื่อว่าต้องฟื้นตัวดีขึ้นกว่านี้ ไม่เช่นกันผู้ประกอบการคงต้องม้วนเสื่อกลับบ้านกันหมด
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


